สิ่งส่งตรวจแบบไหน ที่มักจะไม่สามารถสกัด DNA เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดได้

สิ่งส่งตรวจ DNA มาตรฐานในปัจจุบันที่ใช้พิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ณ ปัจจุบันคือ การเก็บ DNA จากเยื่อบุกระพุ้งแก้ม ด้วยอุปกรณ์เก็บ DNA ที่ทำจาก polyester ชนิดพิเศษ(ไม่มีเศษ DNA อื่นๆปน) นั้น จะสามารถเก็บ DNA ไว้ได้นาน และมีคุณภาพสูง ส่วนสิ่งส่งตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น เส้นผม เล็บ แปรงสีฟัน หรือ ไม้พันสำลี(คอตตอนบัด)ทั่วไป ในกรณีเหล่านี้จะมีอัตราที่ห้องปฏิบัติการจะสกัด DNA ไม่สำเร็จสูงกว่าเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มมาก

บทความนี้จะแนะนำสิ่งส่งตรวจที่พบบ่อย ที่มักจะไม่สามารถสกัด DNA มาตรวจได้

อ่านเพิ่มเติม : ตรวจ DNA พิสูจน์พ่อลูกจากสิ่งใดได้บ้าง? เส้นผม เล็บ แปรงสีฟัน ฯลฯ

[Infographic] สิ่งส่งตรวจที่ส่งตรวจ DNA ความเป็นพ่อลูกได้

[Infographic] สิ่งส่งตรวจที่ส่งตรวจ DNA ความเป็นพ่อลูกได้

1. กรณีสิ่งส่งตรวจประเภท “เส้นผม” (Hair Samples)

  • การตัดผมแทนการถอน (Cutting instead of plucking): เป็นข้อผิดพลาดอันดับหนึ่ง ผู้ใช้นำกรรไกรตัดผมมาส่งตรวจ ซึ่งเส้นผมที่ถูกตัดจะไม่มี “รากผม (Hair Follicle)” ที่เป็นแหล่งรวมของ DNA (นิวเคลียส) การตรวจ DNA ทั่วไปต้องการรากผมที่มีกระเปาะรากติดอยู่เท่านั้น

  • เก็บผมที่ร่วงตามพื้น (Shed/Fallen Hair): เส้นผมที่ร่วงหลุดตามธรรมชาติมักจะเป็นเส้นผมที่ตายแล้ว รากผมมักจะฝ่อและมีปริมาณ DNA น้อยมากจนสกัดไม่ขึ้น นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเส้นผมของบุคคลอื่นที่อยู่ร่วมบ้าน แนะนำว่ากรณีไม่ต้องการถอนเส้นผมโดยตรง อาจใช้หวีที่มีลักษณะเป็นแปรงสางผมเพื่อให้มีผมติดมาตามหวีก็ได้

  • ปริมาณน้อยเกินไป (Insufficient Quantity): ถอนผมมาเพียง 1-2 เส้น ซึ่งอาจมีกระเปาะรากผมที่ไม่สมบูรณ์เพียงพอ (HealthSmile แนะนำให้ถอน 8-10 เส้นขึ้นไป)

  • การทำเคมีกับเส้นผม (Chemical Treatments): แม้ว่าเส้นผมที่ผ่านการฟอกสี ทำสี ยืด หรือดัด ด้วยสารเคมี จะไม่ได้ทำลาย DNA ที่อยู่ที่รากผมโดยตรง แต่ว่าสารเคมีเหล่านั้นอาจจะทำลาย DNA ไปบางส่วน และทำหน้าที่เป็นสารยับยั้งปฏิกิริยา (PCR inhibitors) ทำให้การสกัด DNA ยากขึ้นได้ (อ้างอิง)

  • การจับโดนรากผม (Touching the Root): ผู้เก็บใช้มือจับบริเวณกระเปาะรากผมโดยตรง ทำให้ DNA จากเหงื่อที่มือไปปนเปื้อนกับ DNA ของเจ้าของเส้นผม หากมีปริมาณของ DNA ที่ปนเปื้อนเยอะ อาจทำให้เห็น DNA 2 ชุดในสิ่งส่งตรวจเดียว ซึ่งทำให้ต้องเก็บสิ่งส่งตรวจใหม่

2. กรณีสิ่งส่งตรวจประเภท “เล็บ” (Nail Clippings)

  • ปริมาณและขนาดน้อยเกินไป (Too Small/Thin): ตัดเล็บมาเพียงเศษเล็กๆ หรือเป็นเล็บที่บางมาก (เช่น เล็บเด็กทารก) ทำให้เซลล์ผิวหนังที่ติดอยู่ใต้เล็บมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการสกัด DNA แนะนำให้เก็บมาอย่างน้อย 6-8 ชิ้น ขนาดชิ้นละ 0.5-1 เซนติเมตร

  • สารเคมีเคลือบเล็บ (Chemical Coatings): เล็บที่ทาสี มีการทำเล็บเจล อะคริลิก หรือเพิ่งผ่านการใช้น้ำยาล้างเล็บ สารเคมีเหล่านี้รบกวนกระบวนการสกัด DNA และอาจทำให้ผลตรวจล้มเหลวได้

  • สิ่งสกปรกและเชื้อรา (Dirt and Fungal Infection): เล็บที่มีขี้เล็บหรือสิ่งสกปรกฝังแน่นมากเกินไป หรือเป็นเล็บที่มีเชื้อรา (Fungal nail) อาจทำให้เครื่องมือสกัดอ่านค่าเชื้อราหรือแบคทีเรียแทน DNA ของมนุษย์

  • การปนเปื้อนจากอุปกรณ์ (Cross-contamination from Clippers): ใช้กรรไกรตัดเล็บร่วมกับบุคคลอื่นโดยไม่ได้เช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ก่อน หรือบางครั้ง อาจมีเศษเล็บของผู้อื่นปะปนอยู่ในกรรไกรตัดเล็บนั้น ทำให้ได้ DNA ของบุคคลหลายคนผสมกัน (Mixed Profile) ได้ ดังนั้น แนะนำให้ใช้กรรไกรตัดเล็บใหม่ หรือทำความสะอาดให้ดีก่อนทำการตัดเล็บเพื่อเก็บตัวอย่าง DNA

3. กรณีสิ่งส่งตรวจประเภท “แปรงสีฟัน” (Toothbrush)

  • การใช้แปรงร่วมกัน (Shared Toothbrush): เป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด หากเจ้าของแปรงเคยให้คนอื่นยืมใช้ หรือวางแปรงสีฟันติดกันจนหัวแปรงสัมผัสกับของคนอื่น จะทำให้เกิด DNA ผสมและไม่สามารถสรุปผลความสัมพันธ์ได้

  • ทำความสะอาดหลังใช้มากเกินไป (Over-cleaning): ผู้ใช้บางคนล้างแปรงผ่านน้ำอย่างรุนแรง ลวกด้วยน้ำร้อนจัด หรือแช่น้ำยาบ้วนปากก่อนนำมาส่งตรวจ ซึ่งเป็นการทำลายหรือชะล้างเซลล์กระพุ้งแก้มที่ติดอยู่ออกไปจนหมด ทำให้ไม่สามารถตรวจได้

  • ระยะเวลาการใช้งานสั้นเกินไป (New Toothbrush): แปรงสีฟันที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่และใช้งานเพียง 1-2 ครั้ง มักจะยังมีเซลล์สะสมไม่เพียงพอ (ควรเป็นแปรงที่ใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 เดือน)

  • การจัดเก็บในสภาพเปียกชื้น (Wet Storage): นำแปรงสีฟันที่เพิ่งใช้งานเสร็จและยังเปียกชุ่ม ใส่ลงในถุงพลาสติกซิปล็อคปิดตาย ทำให้เกิดความชื้นสะสมและเชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำลาย DNA ก่อนถึงห้องปฏิบัติการ (ควรทิ้งให้แห้งในอุณหภูมิห้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ก่อนจัดเก็บลงในซองกระดาษเพื่อให้สามารถระบายความชื้นได้)

4. กรณีสิ่งส่งตรวจประเภทอื่นๆ (หมากฝรั่ง, คราบเลือด, ก้นบุหรี่)

  • หมากฝรั่ง (Chewing Gum): ผู้เก็บใช้มือเปล่าหยิบจับก้อนหมากฝรั่งโดยตรง หรือหมากฝรั่งถูกคายทิ้งไว้นานจนตากแดดตากลมและเสื่อมสภาพ

  • ก้นบุหรี่ (Cigarette Butts): ผู้เก็บใช้มือจับบริเวณก้นกรอง (ส่วนที่สัมผัสริมฝีปาก) หรือเก็บก้นบุหรี่จากที่เขี่ยบุหรี่รวม ซึ่งมีการสัมผัสกับก้นบุหรี่ของผู้อื่น

  • คราบเลือดบนกระดาษทิชชู/สำลี (Blood Stains): เก็บคราบเลือดในสภาพที่ยังเปียกชื้นลงในถุงพลาสติก หรือเป็นคราบเลือดที่ทิ้งไว้นานเกินไปจนทำปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อมทำให้ DNA เสื่อมสลาย

ค่าใช้จ่ายในการตรวจ DNA พิสูจน์ความสัมพันธ์ ด้วยสิ่งส่งตรวจพิเศษ

เนื่องจากตัวอย่างพิเศษเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีการสกัด DNA ออกจากสิ่งส่งตรวจ ดังนั้น ทาง HealthSmile จึงมีค่าสกัด DNA จากสิ่งส่งตรวจพิเศษเหล่านี้เพิ่มเติม ท่านละ 3,900 บาท ซึ่งหากมีปริมาณและคุณภาพ DNA ที่เพียงพอก็จะสามารถตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดได้แม่นยำเท่ากับการเก็บ DNA ด้วยอุปกรณ์ของทางบริษํท

แต่อย่างไรก็ตาม การเก็บ DNA จากตัวอย่างพิเศษเหล่านี้มีความเสี่ยงที่ “ผลจะไม่ออก (Insufficient DNA)” สูงกว่าการเก็บ DNA ด้วยอุปกรณ์จัดเก็บ DNA ของ HealthSmile ดังนั้น จึงอาจมีความจำเป็นที่จะต้องเก็บสิ่งส่งตรวจซ้ำในกรณีที่ไม่สามารถอ่านผลได้ ซึ่งทางบริษัทยินดีที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการเก็บตัวอย่าง และทำการตรวจซ้ำให้ฟรีในครั้งที่ 2 ตามนโยบายการเก็บตัวอย่างใหม่และการวิเคราะห์ซ้ำ (Re-test & Re-collection Policy) สำหรับการตรวจ DNA พิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด

สิ่งส่งตรวจชนิดใดบ้างที่ HealthSmile ไม่รับตรวจ

  • เถ้ากระดูกจากการฌาปนกิจ (Cremated Bones/Ashes)
    ความร้อนสูงในเตาเผาศพ (มักสูงกว่า 800-1000 องศาเซลเซียส) จะทำลายโครงสร้างของเซลล์และสาย DNA จนหมดสิ้น ทำให้ไม่เหลือร่องรอยทางพันธุกรรมให้สกัดได้
  • ชิ้นเนื้อหรืออวัยวะที่ดองในฟอร์มาลิน (Formalin-fixed tissues) เป็นเวลานาน
    สารฟอร์มาลินจะเข้าไปทำปฏิกิริยาเชื่อมข้าม (Cross-linking) กับโปรตีนและ DNA ทำให้ DNA แตกหัก เสื่อมสภาพอย่างหนัก หากแช่ไว้นานเกินไปมักจะสกัด DNA ออกมาในสภาพที่สมบูรณ์พอจะนำไปวิเคราะห์ไม่ได้

  • ตัวอย่างที่มีการปนเปื้อนสูง หรือโดนสารเคมีรุนแรง
    สิ่งส่งตรวจที่ถูกทิ้งไว้ในที่ร้อนจัด โดนแสงแดดโดยตรง หรือเปื้อนสารเคมีทำความสะอาด (เช่น น้ำยาซักผ้าขาว/ไฮโปคลอไรต์) จะทำให้ DNA เสื่อมสภาพ นอกจากนี้ ตัวอย่างที่ขึ้นราอย่างหนักก็มักจะมี DNA ของเชื้อราปะปนจนรบกวนการตรวจ

  • สารคัดหลั่งบางชนิด (เช่น น้ำปัสสาวะ, อุจจาระ, อาเจียน)
    แม้ในทางทฤษฎีอาจจะมีเซลล์ปะปนอยู่บ้าง แต่ในทางปฏิบัติ ปริมาณเซลล์ของเจ้าของร่างกายจะต่ำมาก และมีแบคทีเรียหรือกรดสูงมาก ทำให้ไม่สามารถสกัด DNA ได้

ต้องการคำปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อลูก คลิกที่นี่

✅✅✅✅✅

เฮลท์สไมล์ บริการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา และความสัมพันธ์ทางสายเลือด ทั้งในบุตรที่คลอดแล้ว และทารกในครรภ์ ความแม่นยำมากกว่า 99.99%

✔ ตรวจ DNA พิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด (พ่อลูก แม่ลูก ปู่ย่าตายาย/หลาน ลุงป้าน้าอา/หลาน ผลแม่นยำสูง 99.9%
✔ เก็บสิ่งส่งตรวจได้จากหลากหลาย เช่น กระพุ้งแก้ม เลือด เล็บ ผม แปรงสีฟัน สำลีแคะหู หลอดดูดน้ำ ฯลฯ
✔ ราคาคุ้มค่า ประหยัด ค่าบริการเริ่มต้นที่ 12,000 บาทต่อคู่ รวมค่าบริการเก็บสิ่งส่งตรวจถึงบ้าน และแพทย์อ่านผลให้ทุกเคส
✔ สะดวก สบาย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
✔ บริการตรวจถึงบ้านทั่วประเทศ ฟรี

✅ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line ID : @Healthsmile

📞 โทร : 089 874 9565

🌐 อ่านข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา หรือความสัมพันธ์ทางสายเลือดอื่นๆ ได้ที่นี่ https://healthsmile.co.th/dna-paternity-test/

สูตินรีแพทย์ ที่สนใจด้านโครโมโซม ยีน DNA และการตรวจสุขภาพเชิงลึก ให้การดูแลมารดาตั้งครรภ์ ตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์ รักษาสุขภาพทางเพศ และให้ความรู้ด้านการตรวจยีนสุขภาพ การศึกษา - สถานะความรู้ความชำนาญเฉพาะทางที่แพทยสภารับรอง : สาขา สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา ( Obstetrics and Gynaecology ) - ประกาศนียบัตรฯ ที่แพทยสภารับรอง : ด้านเวชศาสตร์จีโนมเบื้องต้นสำหรับแพทย์เฉพาะทาง