วิธีตรวจความเป็นพ่อลูก มีกี่วิธี อะไรบ้าง

 

การตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก หรือการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา เป็นการตรวจที่มีความสำคัญต่อเด็กและพ่อแม่เด็ก เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิและผลประโยชน์ต่าง ๆ อย่างชอบธรรมตามกฎหมาย รวมทั้งช่วยให้พ่อแม่แจ้งข้อมูลสุขภาพของเด็กได้อย่างถูกต้องในกรณีที่เด็กป่วยและต้องเข้ารับการรักษา

 

นอกจากนั้นยังเป็นการยืนยันเพื่อสร้างสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพ่อกับลูก ทั้งนี้ การตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก ทำได้ 2 วิธี คือตรวจระหว่างทารกอยู่ในครรภ์ และตรวจหลังทารกคลอด ซึ่งมีเทคนิคในการตรวจที่แตกต่างกัน บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวิธีตรวจความเป็นพ่อลูก ว่ามีกี่วิธี ต้องเก็บสิ่งส่งตรวจอะไรไปตรวจบ้าง และความแม่นยำของการตรวจแต่ละวิธี มีมาก-น้อยเท่าใด

 

ตรวจความเป็นพ่อลูก ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์

 

ตรวจความเป็นพ่อลูก ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มีวิธีหลักๆอยู่ 2 วิธี คือ 1.การตรวจ DNA จากเซลล์ของทารกโดยตรง ด้วยการเจาะน้ำคร่ำ หรือเจาะเอาชิ้นเนื้อรกมาตรวจ และ 2.การตรวจเศษของ DNA ของลูกที่ลอยอยู่ในเลือดแม่ (cell-free fetal DNA) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

1. การตรวจ DNA จากเซลล์ของทารกโดยตรง

 

เทคนิคการตรวจ DNA เพื่อหาความสัมพันธ์ของพ่อและลูก เนื่องจากลูกจะได้รับ DNA จากพ่อและแม่ มาอย่างละครึ่ง จึงทำให้มี DNA ปริมาณ 50% เหมือนพ่อ ดังนั้นหากรูปแบบ DNA ตรงกัน โอกาสในการเป็นพ่อคือ 99.99 %

 

วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ จะต้องอาศัยสูตินรีแพทย์ เนื่องจากต้องอาศัยการเจาะน้ำคร่ำของทารก หรือเจาะเอาชิ้นเนื้อรกที่มี DNA ของทารก* มาตรวจเปรียบเทียบกับ DNA ของพ่อซึ่งอาจจะเก็บจากการเจาะเลือดตรวจ การใช้ไม้ป้ายกระพุ้งแก้มเก็บเซลล์มาตรวจ หรืออาจจะเก็บจากผม(ที่มีรากผม) หรือเล็บ หรือส่วนอื่นๆของร่างกายก็ได้ แต่ก็จะมีความยากในการตรวจมากขึ้น

 

* การเจาะเอาเซลล์ของทารกในครรภ์มาตรวจโดยตรงนั้น มีโอกาสทำให้เกิดผลแทรกซ้อนต่อทารกในครรภ์ เช่น น้ำคร่ำรั่ว น้ำคร่ำติดเชื้อ และแท้งบุตรได้

 

สิ่งส่งตรวจที่ใช้

 

  1. เซลล์ของทารก :
  2. เซลล์ของผู้ที่สงสัยว่าเป็นบิดา :
    • จากการเจาะเลือด 2-5 ml ในหลอดเลือดชนิด EDTA หรือ
    • ไม้ป้ายเซลล์จากกระพุ้งแก้ม (Buccal swab) หรือ
    • เส้นผมที่มีชิ้นส่วนของเซลล์รากผม 5-10 เส้น (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
    • เศษเล็บ 5-10 ชิ้น (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
    • รอยคราบเลือดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง มากกว่า 1 เซนติเมตร (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)

 

2. การตรวจเศษของ DNA ของลูกที่ลอยอยู่ในเลือดแม่ (cell-free fetal DNA) หรือการตรวจ NIPPT

 

เทคโนโลยีทางการแพทย์ยุคใหม่ในปัจจุบัน เป็นการตรวจโดยใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) และ Single Nucleotide polymorphism (SNP) โดยทำการตรวจวิเคราะห์ตำแหน่งของยีนกว่า 5,500 ตำแหน่ง บนดีเอ็นเอที่ล่องลอยปะปนอยู่ในกระแสเลือดของมารดา (Cell-free fetal DNA) สามารถตรวจเศษของ DNA ที่หลุดมาจากรกของทารกในครรภ์ เพื่อนำมาตรวจเปรียบเทียบกับ DNA ของเซลล์ของผู้ที่สงสัยว่าเป็นบิดาได้ โดยมาความแม่นยำสูงมากกว่า 99.9% เช่นกัน โดยวิธีนี้ มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Non-Invasive Prenatal Paternity Test (NIPPT) สามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 7 สัปดาห์ โดยการเจาะเลือดมารดามาทำการตรวจวิเคราะห์ จึงทำให้ปลอดภัย ไม่มีผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์

 

สิ่งส่งตรวจที่ใช้

 

  1. เศษ DNA ของทารกที่ลอยอยู่ในเลือดมารดา
    • จากการเจาะเลือดมารดาปริมาณ 10 ซีซี ใส่หลอดเลือดชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า Streck tube
  2. เซลล์ของผู้ที่สงสัยว่าเป็นบิดา : จากการเจาะเลือด / ไม้ป้ายกระพุ้งแก้ม / ผม เล็บ รอยคราบเลือด (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)

 

ข้อดีของการตรวจความเป็นพ่อลูก ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์

 

1. การยืนยันความเป็นพ่อได้อย่างรวดเร็ว

 

ช่วยให้ทราบแน่ชัดว่าพ่อที่คาดหวังเป็นพ่อทางชีววิทยาของทารก ทำให้ลดความเครียดและความกังวล ลดความไม่แน่ใจของทั้งพ่อและแม่เกี่ยวกับความเป็นพ่อลูก

 

2. การเตรียมความพร้อมทางอารมณ์และจิตใจของครอบครัว

 

ช่วยการสร้างความผูกพันกับทารกในครรภ์ได้ การทราบแน่ชัดว่าทารกเป็นลูกของตนเองช่วยให้พ่อมีความผูกพันทางอารมณ์กับทารกตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ นอกจากนี้คุณพ่อยังสามารถให้การสนับสนุนกับคู่รัก และกันและกันมากขึ้น

 

3. การวางแผนทางการเงินและการดูแลทารกในครรภ์

 

ช่วยให้พ่อแม่สามารถวางแผนการเงินที่เหมาะสมสำหรับการดูแลทารกตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด และเตรียมสิ่งจำเป็นต่างๆ สำหรับทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

4. การดูแลสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์

 

ช่วยให้ทีมแพทย์มีข้อมูลที่ครบถ้วนในการดูแลสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์ เช่น กรณีทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นคู่เสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะเป็นธาลัสซีเมียรุนแรง เป็นต้น นอกจากนี้ หากคุณพ่อมีความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม ก็จะได้สามารถทำการตรวจสอบเพิ่มเติมและวางแผนการรักษาล่วงหน้าได้ดียิ่งขึ้น

 

5. การยืนยันสิทธิ์ทางกฎหมาย

 

เช่น สิทธิ์ในการรับมรดก และการสนับสนุนทางการเงินจากพ่อ สิทธิ์ในการประกันสุขภาพ โดยทารกจะได้รับสิทธิ์ในการประกันสุขภาพและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพ่อได้ด้วย นอกจากนี้ในช่วงหลังคลอดก็จะได้จัดเตรียมเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูและสิทธิ์ของทารกได้ทันที

 

6. การป้องกันปัญหาทางสังคม

 

ช่วยลดความขัดแย้งและความไม่แน่ใจในครอบครัวและในชุมชนเกี่ยวกับความเป็นพ่อลูก โดยในบางกรณี แม่อาจตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆหากคาดว่าจะเกิดปัญหาทางครอบครัวหรือทางสังคมตามมาในภายหลังได้

 

ข้อเสียของการตรวจความเป็นพ่อลูก ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์

 

1. ความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์

 

การเจาะตรวจน้ำคร่ำ (Amniocentesis) หรือการตรวจชิ้นเนื้อรก (Chorionic Villus Sampling (CVS)) มีความเสี่ยงต่อการแท้งแม้ว่าจะต่ำ แต่ก็เป็นปัจจัยที่ควรพิจารณาถึงความคุ้มค่า ในกรณีที่ไม่ต้องการความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์อาจเลือกเป็นวิธีการตรวจ Non-Invasive Prenatal Paternity Testing (NIPP) ซึ่งเจาะแค่เลือดของมารดาแทน

 

2. ค่าใช้จ่ายสูง

 

ค่าใช้จ่ายในการตรวจ DNA ตั้งแต่ในครรภ์มีค่าใช้จ่ายสูง อาจเป็นภาระทางการเงินสำหรับบางครอบครัว

 

3. ความกังวลทางจิตใจและอารมณ์

 

ระหว่างการรอผลการตรวจ DNA อาจทำให้พ่อแม่มีความเครียดและความวิตกกังวลสูง และหากผลการตรวจ DNA ออกมาไม่เป็นที่คาดหวัง อาจก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์และความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อย่างมาก รวมถึงอาจก่อให้เกิดข้อขัดแย้งทางกฎหมาย เช่น การยืนยันหรือปฏิเสธความเป็นพ่อลูก

 

4. ความไม่แน่นอนของผลการตรวจ

 

แม้ว่าการตรวจ DNA จะมีความแม่นยำสูง แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้เล็กน้อยที่ผลการตรวจจะไม่ถูกต้อง เนื่องจากสาเหตุต่างๆทางด้านเทคนิค โดยในปัจจุบันจะยืนยันความถูกต้องที่ 99.9% เท่านั้น หากผลการตรวจไม่ชัดเจน อาจต้องทำการตรวจซ้ำ ซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายและความเครียดได้

 

ตรวจความเป็นพ่อลูก หลังทารกคลอด

 

หลังจากทารกคลอดแล้ว การตรวจความเป็นพ่อลูกจะสามารถทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากสามารถนำเซลล์ของลูกมาตรวจได้โดยตรง ทำให้มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

 

สิ่งส่งตรวจที่ใช้

 

  1. เซลล์ของเด็ก หรือทารกที่ต้องการตรวจ
    • จากการเจาะเลือด 2-5 ml ในหลอดเลือดชนิด EDTA หรือ
    • ไม้ป้ายเซลล์จากกระพุ้งแก้ม (Buccal swab) หรือ
    • เส้นผมที่มีชิ้นส่วนของเซลล์รากผม 5-10 เส้น (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
    • เศษเล็บ 5-10 ชิ้น (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
    • รอยคราบเลือดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง มากกว่า 1 เซนติเมตร (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
  2. เซลล์ของผู้ที่สงสัยว่าเป็นบิดา :
    • จากการเจาะเลือด 2-5 ml ในหลอดเลือดชนิด EDTA หรือ
    • ไม้ป้ายเซลล์จากกระพุ้งแก้ม (Buccal swab) หรือ
    • เส้นผมที่มีชิ้นส่วนของเซลล์รากผม 5-10 เส้น (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
    • เศษเล็บ 5-10 ชิ้น (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
    • รอยคราบเลือดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง มากกว่า 1 เซนติเมตร (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
  3. เซลล์ของผู้ที่เป็นมารดา (ถ้ามี)

 

ข้อดีของการตรวจความเป็นพ่อลูก หลังทารกคลอด

 

1. ความปลอดภัยต่อสุขภาพของทารก

 

การตรวจหลังคลอดไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของทารก ไม่เสี่ยงต่อการแท้งหรือภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์

 

2. ความแม่นยำสูง

 

การตรวจดีเอ็นเอหลังคลอดมีความแม่นยำสูงมากและไม่มีปัจจัยทางเทคนิคที่อาจทำให้ผลการตรวจผิดพลาด

 

3. ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า

 

ค่าใช้จ่ายในการตรวจดีเอ็นเอหลังคลอดมักต่ำกว่าการตรวจขณะตั้งครรภ์ เนื่องจาก อาจจะช่วยประหยัดเรื่องค่าเจาะน้ำคร่ำ หรือ ค่าตรวจ NIPPT ได้-

 

ข้อเสียของการตรวจหลังทารกคลอ

 

1. การรอคอยนาน กว่าจะได้รับผลการตรวจ

 

ต้องรอจนกว่าทารกจะคลอดจึงจะสามารถทำการตรวจได้ อาจทำให้พ่อแม่รู้ความเป็นพ่อลูกช้ากว่าการตรวจขณะตั้งครรภ์ โดยกรณีมีโรคต่างๆทางพันธุกรรมที่มีความเสี่ยง ก็อาจจะไม่ได้รับการดูแล / ตรวจ / แก้ไข ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหากกรณีผลออกมาไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็จะยุติการตั้งครรภ์ไม่ทัน

 

2. ผลกระทบทางจิตใจ

 

หากผลการตรวจไม่เป็นที่คาดหวัง อาจส่งผลกระทบทางจิตใจหลังจากทั้งกับมารดา และเด็กในภายหลังได้

 

3. การจัดการปัญหาทางกฎหมายและสังคม

 

หากผลการตรวจไม่เป็นที่คาดหวัง อาจเกิดปัญหาทางกฎหมายและสังคมที่ต้องจัดการหลังคลอด ซึ่งอาจแก้ไขใดๆไม่ทัน เนื่องจากเด็กทารกคลอดออกมามีชีวิต เป็นประชากรไทยและมีสิทธิหน้าที่ต่างๆแล้ว

 

สรุป

 

การตรวจความเป็นพ่อลูก สามารถตรวจได้ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ 7 สัปดาห์ขึ้นไป จนถึงการตรวจหลังทารกคลอดออกมาแล้วก็ได้ ซึ่งการตรวจความเป็นพ่อลูกขณะตั้งครรภ์ เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการความแน่ใจและเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ส่วนการตรวจความเป็นพ่อลูกหลังทารกคลอด จะเหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการความปลอดภัยและความแม่นยำที่สูงกว่า โดยไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของแม่และทารก และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า

 

การเลือกวิธีตรวจควรพิจารณาจากสถานการณ์ส่วนตัวของครอบครัว ความพร้อมทางการเงิน และการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตัดสินใจที่เหมาะสม

 

References

 

DNA paternity test. (n.d.). Cleveland Clinic. Retrieved July 8, 2024, from https://my.clevelandclinic.org/health/diagnostics/10119-dna-paternity-test

 

Hunter, W. (2023, October 12). How to get a paternity test: A complete guide. KnowYourDNA; Joel. https://knowyourdna.com/where-to-get-a-paternity-test/

 

Paternity testing การตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดของบิดาและบุตร. (2023, November 1). BCC GROUP THAILAND. https://www.bccgroup-thailand.com/paternity-testing/

 

การตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดาทำอย่างไร. (n.d.). Thailand-dna-test.com. Retrieved July 8, 2024, from https://www.thailand-dna-test.com/th/วิธีการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา.html

 

การตรวจดีเอ็นเอความเป็นพ่อ. (n.d.). Hmong.in.th. Retrieved July 8, 2024, from https://hmong.in.th/wiki/Paternity_test

 

ตรวจ DNA เรื่องสำคัญที่ควรรู้. (2017, September 14). Pobpad. https://www.pobpad.com/ตรวจ-dna-เรื่องสำคัญที่ควร

 

ตรวจดีเอ็นเอ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูก. (n.d.). Haijai.com. Retrieved July 8, 2024, from https://www.haijai.com/2211/

 

ตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาของทารกในครรภ์. (n.d.). paternitythai. Retrieved July 8, 2024, from https://www.paternity-thai.com/paternity-test