เนื้อหาในบทความนี้
“ผมเลี้ยงเขามาทั้งชีวิต แต่วันนี้ภรรยาใหม่บอกให้ไปตรวจ DNA… ถ้าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ให้เอาไปคืน”
นี่คือเรื่องจริงที่กลายเป็นสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนเป็นพ่อ เมื่อตัดสินใจรับลูกของอดีตภรรยามาดูแลด้วยความรัก แต่ชีวิตคู่ครั้งใหม่กลับมาพร้อมกับเงื่อนไขที่บีบคั้นหัวใจ
คนเป็นพ่อที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง “ครอบครัวใหม่” กับ “ลูกที่ผูกพันมาทั้งชีวิต” ควรจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร? เมื่อความรักต้องถูกพิสูจน์ด้วยสายเลือด ร่วมหาทางออกและวิธีรับมือเพื่อปกป้องจิตใจของทุกคนในครอบครัว (โดยเฉพาะตัวเด็ก) ได้ในบทความนี้ไปพร้อมๆกันนะคะ
บทความนี้ได้รับการตรวจ และยืนยันข้อมูลทางการแพทย์ และกฎหมายจากทีมงานเฮลท์สไมล์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569
เลี้ยงมาทั้งชีวิต แต่วันนี้ต้องพิสูจน์ว่าเป็นพ่อ: ตรวจ DNA กับลูกติด ควรทำอย่างไร
หลังเลิกรากับภรรยาเก่า ในกรณีที่คุณรับลูกมาเลี้ยงเองและดูแลเขามาตลอด วันหนึ่งคุณเริ่มต้นชีวิตใหม่กับภรรยาคนใหม่ แต่เธอขอให้ตรวจ DNA กับลูกที่ติดมา และบอกว่าถ้าไม่ใช่ลูกจริง ก็จะส่งเด็กคืนให้ภรรยาเก่า
คำขอนี้หนักใจทั้งพ่อ ภรรยาใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือตัวเด็ก บทความนี้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ ตั้งแต่การคุยกันในครอบครัว ประเภทของการตรวจ ขั้นตอน ไปจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทางกฎหมายถ้าผลออกมาไม่ตรงกับที่คิด
หลักการเบื้องต้นที่สำคัญ ที่ต้องคำนึงถึงก่อนเข้ารับการตรวจ DNA พ่อลูกกับลูกติด มีอยู่ 2 ข้อ คือ
1. ควรตกลงกันให้ชัดก่อนตรวจว่าจะทำอะไรกับผลลัพธ์
2. ควรนึกถึงใจของเด็กเป็นอันดับแรก
เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด
ครอบครัวที่มีลูกติดจากชีวิตคู่ก่อนหน้ามีมากขึ้นเรื่อยๆ และคำถามเรื่องสายเลือดมักโผล่ขึ้นมาเมื่อมีสมาชิกใหม่เข้ามาในครอบครัว ความกังวลนี้เกิดขึ้นได้เสมอกับทุกๆคน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายเห็นแก่ตัวหรือคิดในแง่ลบ เพราะแต่ละฝ่ายมีเหตุผลของตัวเอง ดังนี้
- ภรรยาใหม่ อาจกังวลเรื่องภาระการเลี้ยงดูในระยะยาว เรื่องเกี่ยวกับมรดก หรือความไม่แน่ใจในอดีตของคู่ชีวิต
- ฝ่ายพ่อของเด็ก อาจรู้สึกถูกกดดัน กลัวผลลัพธ์ว่าจะไม่ใช่ลูกจริงๆ หรือรู้สึกว่าความผูกพันที่สร้างมาหลายปีก็ไม่อยากไปพิสูจน์ให้ตนเองเคลือบแคลงสงสัย
- ตัวเด็ก แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีส่วนในการตัดสินใจ แต่เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากผลตรวจมากที่สุด
อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับว่าทุกความรู้สึกมีที่มา เพื่อจะช่วยให้คุยกันได้โดยไม่กลายเป็นการกล่าวโทษ หรือทำให้ครอบครัวใหม่ที่กำลังเริ่มต้นมีปัญหา
1. ก่อนตรวจ คุยกันให้ชัดว่าจะทำอะไรกับผล
ผลตรวจ DNA ตอบได้เพียงว่าบุตรคนนี้เป็นสายเลือดของคุณพ่อหรือไม่ แต่ไม่ได้ให้คำตอบว่าเมื่อทราบผลแล้วครอบครัวควรทำอะไรต่อ ดังนั้นก่อนนัดตรวจ ลองคุยกับภรรยาใหม่ให้ได้คำตอบในคำถามเหล่านี้
- ถ้าผลออกมาว่าใช่
ภรรยาใหม่พร้อมยอมรับเด็กเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเต็มตัวหรือไม่ และควรจะตกลงให้แน่ชัดว่าจะไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างกันอีก - ถ้าผลออกมาว่าไม่ใช่
คุณในฐานะคนที่เลี้ยงเด็กมา ต้องการตอบตัวเองให้ได้ ว่าจะให้เด็กอยู่กับใคร
และการตัดสินใจนี้ควรเป็นของคุณเองโดยไม่ต้องถูกบังคับ และต้องตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของเด็กเป็นอันดับแรก - ภรรยาเก่าพร้อมรับเด็กกลับจริงหรือไม่
การส่งเด็กไปอยู่ในบ้านที่ไม่พร้อม อาจสร้างบาดแผลทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจที่หนักกว่าความถูกต้องเรื่องสายเลือด - จะบอกเด็กหรือไม่ และบอกอย่างไร
ทั้งก่อนและหลังทราบผล - ผลตรวจจะเก็บเป็นความลับระหว่างใครบ้าง
หากคุยกันแล้วยังตกลงไม่ได้ การปรึกษานักจิตวิทยาครอบครัวก่อนตรวจจะช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน
2. เลือกตรวจแบบทราบผลเพื่อความสบายใจ หรือจะตรวจเพื่อนำไปใช้ทางกฎหมาย
ถ้ามีโอกาสที่ผลจะนำไปใช้ตัดสินเรื่องการเลี้ยงดู อำนาจปกครอง หรือมรดก ควรเลือกแบบใช้ทางกฎหมายตั้งแต่แรก เพื่อไม่ต้องตรวจซ้ำหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา แต่การตรวจใช้ทางกฎหมายจะมีขั้นตอนที่เข้มงวดและต้องได้รับคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทุกฝ่ายก่อนการตรวจ ส่วนการตรวจเพิ่อความสบายใจนั้นสามารถให้คำยินยอมทั่วไปได้
ทั้งนี้ การตรวจทั้งสองแบบมีความแม่นยำมากกว่า 99.99% เท่ากัน
| ตรวจเพื่อทราบผล | ตรวจใช้ทางกฎหมาย | |
|---|---|---|
| ประโยชน์ที่ได้รับ | ต้องการความสบายใจภายในครอบครัว | ใช้ยื่นศาล หน่วยงานราชการ หรือข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย |
| การยืนยันตัวตน | ไม่เข้มงวด | ตรวจบัตรประชาชน สูติบัตร และถ่ายรูปผู้รับการตรวจทุกคน |
| การเก็บตัวอย่าง | เก็บโดยเจ้าหน้าที่ หรือใช้ชุดเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง | ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทเป็นผู้เก็บสิ่งส่งตรวจ DNA พร้อมมีขั้นตอนบันทึกการส่งต่อตัวอย่างอย่างละเอียด |
| ความยินยอม | ผู้รับการตรวจหรือผู้ปกครอง | ผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายของเด็ก ลงนามยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร |
| ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย | ไม่ได้ | ได้ |
สำหรับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องให้ความยินยอม หากคุณเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองอยู่แล้ว ก็ลงนามอนุญาตการตรวจให้กับเด็กได้เอง แต่ถ้ายังมีอำนาจปกครองร่วมกับแม่เด็ก สามารถคลิกสอบถาม HealthSmile ได้ที่นี่ เพื่อเตรียมเรื่องเอกสารที่ต้องใช้ก่อนนัดหมาย
3. ขั้นตอนการตรวจ DNA พ่อลูก
การตรวจใช้เพียงตัวอย่างจากพ่อและลูก ไม่จำเป็นต้องมีตัวอย่างจากแม่เด็ก และทราบผลภายในประมาณ 7–14 วัน
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แจ้งสถานการณ์และวัตถุประสงค์ เพื่อเลือกประเภทการตรวจที่เหมาะสม
- เตรียมเอกสาร บัตรประชาชนของพ่อ สูติบัตรหรือบัตรประชาชนของเด็ก และเอกสารแสดงอำนาจปกครอง หากตรวจเพื่อใช้ทางกฎหมาย
- นัดเก็บตัวอย่าง เลือกวันเวลาที่สะดวก โดยพยาบาลวิชาชีพเดินทางไปเจาะเลือดที่บ้าน หรือไปที่ศูนย์เก็บตัวอย่างใกล้บ้าน ช่วยให้เด็กไม่ต้องเผชิญบรรยากาศโรงพยาบาล
- ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างถูกส่งเข้าห้องแล็บที่ได้มาตรฐาน
- รับผล แจ้งผลผ่าน LINE หรืออีเมลเมื่อผลออก และส่งเอกสารตัวจริงตามทางไปรษณีย์
เคล็ดลับ: เตรียมคำอธิบายสั้นๆ ที่ตรงไปตรงมาและเหมาะกับวัยไว้ล่วงหน้า เช่น วันนี้จะมีพยาบาลมาเจาะเลือดตรวจ พ่ออยู่ด้วยตลอด และหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องผลลัพธ์ต่อหน้าเด็ก
4. ถ้าผลออกมาว่าไม่ใช่ลูกทางสายเลือดของเรา ทางกฎหมายจะเป็นอย่างไรได้บ้าง?
แม้จะมีผล DNA ที่บอกชัดว่าเด็กไม่ใช่บุตรของคุณพ่อ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานะพ่อตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ และการ “ส่งเด็กคืนให้กับภรรยาเก่า” ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ทันทีเพียงเพราะมีผลตรวจ
- กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรของสามี เด็กที่เกิดระหว่างสมรส หรือภายใน 310 วันหลังการสมรสสิ้นสุด ถือเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรืออดีตสามี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536
- การปฏิเสธความเป็นพ่อต้องฟ้องศาล และมีเงื่อนไขกับระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ถ้าพ้นกำหนดแล้วอาจฟ้องไม่ได้
- ถ้าคุณแจ้งเกิดเด็กเองว่าเป็นลูก หรือยอมให้มีการแจ้งเช่นนั้น กฎหมายห้ามฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ตามมาตรา 1541
- ระหว่างนี้หน้าที่ของพ่อยังอยู่ครบ ทั้งการอุปการะเลี้ยงดูและอำนาจปกครองตามที่ตกลงไว้ตอนหย่าหรือตามคำสั่งศาล
- การย้ายเด็กไปอยู่กับแม่ ต้องตกลงกันเรื่องอำนาจปกครองให้ถูกต้อง และแม่ต้องพร้อมรับ ศาลจะยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก
เนื่องจากแต่ละกรณีมีรายละเอียดต่างกัน ควรปรึกษาทนายความด้านครอบครัวก่อนตัดสินใจใดๆ หลังทราบผล
5. สวัสดิภาพ และสภาพจิตใจของเด็กสำคัญที่สุด
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สิ่งที่เด็กต้องการคือความมั่นคงว่าเขายังมีคนรักและดูแล เด็กที่พ่อแม่แยกทางกันผ่านการสูญเสียมาแล้วครั้งหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจึงกระทบใจเขามากกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนี้เด็กมักรับรู้ความตึงเครียดในบ้านได้ก่อนที่ผู้ใหญ่จะพูดอะไร แม้ไม่มีใครบอกเรื่องการตรวจ เขาก็อาจสังเกตเห็นสีหน้า น้ำเสียง หรือการเปลี่ยนท่าทีของแม่เลี้ยง(ภรรยาใหม่) หรือความเครียดจากตัวคุณพ่อ และอาจคิดไปเองว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือไม่
หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการดูแลสวัสดิภาพ และสภาพจิตใจของเด็ก
- ไม่ใช้เด็กเป็นตัวกลางของความขัดแย้ง
- ไม่ทะเลาะเรื่องผลตรวจต่อหน้าเด็ก
- ไม่ฝากข้อความระหว่างผู้ใหญ่ผ่านเด็ก
- ไม่ให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหา
- ไม่รีบเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก การย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน หรือเปลี่ยนคนดูแลกะทันหัน ทำให้เด็กสูญเสียทุกอย่างที่คุ้นเคยพร้อมกัน ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยน ควรค่อยเป็นค่อยไปและมีคนที่เด็กไว้ใจอยู่ด้วย
- บอกความจริงตามวัย และในเวลาที่เหมาะสม
- การโกหกเพื่อปกป้องมักกลับมาทำร้ายความไว้ใจในภายหลัง
- แต่การบอกทุกอย่างในครั้งเดียวก็หนักเกินไปสำหรับเด็ก
- รักษากิจวัตรประจำวันให้เหมือนเดิม เวลาตื่น เวลานอน การไปรับส่งโรงเรียน และกิจกรรมที่ทำด้วยกันเป็นประจำ ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าโลกของเขายังมั่นคง
- ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ จิตแพทย์เด็กหรือนักจิตวิทยาช่วยวางแผนการสื่อสาร และประเมินว่าเด็กรับมือได้ดีแค่ไหน
ขั้นตอนการดูแลเด็กตลอดกระบวนการ
ก่อนตรวจ: ผู้ใหญ่ตกลงกันให้ได้ก่อน
-
- ตกลงว่าจะบอกเด็กหรือไม่ บอกเมื่อไร และใครเป็นคนบอก โดยควรเป็นคนที่เด็กผูกพันที่สุด
- เตรียมคำอธิบายสั้นๆ ที่ตรงไปตรงมา เช่น “พ่อจะพาหนูตรวจสุขภาพ จะมีพยาบาลจะมาที่บ้าน/หรือจะพาไปที่คลินิก พ่ออยู่ด้วยตลอด ไม่เจ็บ ไม่ต้องเจาะเลือด ไม่ฉีดยา”
- ภรรยาใหม่ควรรักษาท่าทีกับเด็กให้เหมือนเดิมระหว่างนี้
วันเก็บตัวอย่าง: ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
-
- เลือกเวลาที่เด็กไม่เหนื่อยหรือหิว การเก็บตัวอย่างที่บ้านช่วยลดความกลัวได้มาก
- บอกเด็กตามจริงว่าการตรวจนี้ไม่เจ็บ ให้กอดหรือจับมือระหว่างเก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้ม และชมเชยเมื่อเสร็จ
- ไม่พูดถึงเหตุผลของการตรวจต่อหน้าเด็ก รวมถึงทางโทรศัพท์
ระหว่างรอผล 7–14 วัน: ผู้ใหญ่จัดการความเครียดของตัวเอง
-
- ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ถามคำถามชี้นำเด็ก เช่น ถามว่าหนูอยากไปอยู่กับแม่ไหม
- ถ้าผู้ใหญ่เครียดมาก ควรหาที่ระบาย เช่น เพื่อนสนิทหรือนักจิตวิทยา ไม่ใช่ระบายใส่เด็ก
วันทราบผล: ผู้ใหญ่ฟังผลก่อนเสมอ
-
- เปิดผลในช่วงที่เด็กไม่อยู่ ให้เวลาตัวเองตั้งสติอย่างน้อยหนึ่งถึงสองวัน
- ไม่ตัดสินใจเรื่องที่อยู่ของเด็ก หรือการฟ้องร้อง หรือการคืนบุตรให้ภรรยาเก่า ในวันที่อารมณ์ยังไม่นิ่ง
ถ้าผลออกมาว่าใช่
-
- ภรรยาใหม่ควรแสดงการยอมรับผ่านการกระทำ เช่น ใช้เวลากับเด็ก ร่วมกิจกรรมในโรงเรียน
- ตกลงกันว่าจะไม่หยิบเรื่องนี้มาพูดอีก โดยเฉพาะเวลาทะเลาะกัน
ถ้าผลออกมาว่าไม่ใช่: ควรวางแผนกับผู้เชี่ยวชาญก่อนทำอะไร
-
- ปรึกษาทนายเรื่องสถานะทางกฎหมาย และนักจิตวิทยาเรื่องผลกระทบต่อเด็ก
- พิจารณาว่าเด็กควรอยู่ที่ไหนจึงจะดีที่สุดสำหรับตัวเด็ก ไม่ใช่สะดวกที่สุดสำหรับผู้ใหญ่
- ถ้าต้องเปลี่ยนผู้ดูแลจริง ควรทำเป็นขั้นตอน เช่น เริ่มจากไปค้างคืนเป็นครั้งคราว และให้เด็กยังติดต่อกับคนที่เขาผูกพันได้
- การบอกความจริงเรื่องสายเลือด ควรวางแผนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และเลือกช่วงเวลาที่ชีวิตเด็กมั่นคงแล้ว
หลังจากนั้น: ติดตามอย่างน้อย 3–6 เดือน
-
- สังเกตอารมณ์ พฤติกรรม การนอน และการเรียนของเด็กต่อเนื่อง
- ประสานกับครูประจำชั้นให้ช่วยสังเกตพฤติกรรมที่โรงเรียน
สื่อสารกับเด็กแต่ละวัยอย่างไร
| วัย | สิ่งที่เด็กเข้าใจ | วิธีสื่อสาร |
|---|---|---|
| ต่ำกว่า 6 ปี | ยังไม่เข้าใจเรื่องสายเลือด รับรู้แค่ว่าใครดูแลเขา | ประโยคสั้นๆ ย้ำว่ามีคนรักและดูแลเขาเสมอ ไม่ต้องอธิบายรายละเอียด |
| 6–12 ปี | เริ่มเข้าใจครอบครัวและเหตุผล มักโทษตัวเอง | ตอบคำถามตามจริงแต่ไม่ลงรายละเอียดเกินที่ถาม ย้ำว่าไม่ใช่ความผิดของเขา |
| 12 ปีขึ้นไป | เข้าใจเรื่องพันธุกรรม อาจค้นข้อมูลเอง และไวต่อการถูกปิดบัง | พูดคุยอย่างเปิดเผย ฟังความเห็นของเขา และให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตามความเหมาะสม |
สัญญาณที่ควรพาเด็กไปพบผู้เชี่ยวชาญ
ถ้าพบอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษากุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็ก หรือนักจิตวิทยา
- นอนไม่หลับ ฝันร้ายบ่อย หรือกลับมาปัสสาวะรดที่นอนทั้งที่เลิกไปแล้ว
- เก็บตัว เงียบผิดปกติ หรือก้าวร้าวกว่าเดิม
- ติดผู้ดูแลมาก ไม่ยอมแยกจาก หรือกลัวถูกทิ้ง
- ผลการเรียนตก ไม่อยากไปโรงเรียน
- ปวดท้องหรือปวดหัวบ่อยโดยตรวจไม่พบสาเหตุ
- พูดว่าไม่มีใครต้องการตัวเอง
หากเด็กพูดถึงการทำร้ายตัวเองหรืออยากตาย ควรพาพบแพทย์ทันที หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง
หลายครอบครัวพบว่า แม้ผลจะออกมาว่าไม่ใช่ลูกทางสายเลือด แต่ความผูกพันที่สร้างมาหลายปีไม่ได้หายไปพร้อมกระดาษหนึ่งแผ่น ความเป็นพ่อจึงไม่ได้มีแค่เรื่องสายเลือด แต่คือคนที่อยู่ข้างเด็กในวันที่เขาต้องการมากที่สุด
สรุป: ตรวจได้ แต่ควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ
การตรวจ DNA กับลูกติดช่วยให้ครอบครัวได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ควรตกลงกันก่อนว่าจะทำอะไรกับผล เลือกประเภทการตรวจให้ตรงกับการใช้งาน ปรึกษาทนายในกรณีที่ผลตรวจอาจมีผลทางกฎหมาย และให้ความสำคัญกับความรู้สึกและประโยชน์สูงสุดของเด็กตลอดกระบวนการ
HealthSmile ให้บริการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก ทั้งแบบทราบผลและแบบใช้ทางกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่วิชาชีพ สามารถเดินทางไปเก็บตัวอย่างถึงบ้าน หรือเข้ามาตรวจที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ หากยังไม่แน่ใจว่าควรตรวจแบบไหน สามารถปรึกษาทีมงานของเฮลท์สไมล์ได้ ตามช่องทางติดต่อดังนี้
- LINE: @HealthSmile
- โทร 089 874 9565
- รายละเอียดบริการ: ตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก
แหล่งอ้างอิง
- ลักษณะ ๒ บิดามารดากับบุตร (มาตรา ๑๕๓๖ – ๑๕๙๘/๓๗). (n.d.). Drthawip.com. Retrieved November 5, 2026, from https://www.drthawip.com/book/export/html/1751
- หมวด ๑ บิดามารดา (มาตรา ๑๕๓๖ – ๑๕๖๐). (n.d.). Drthawip.com. Retrieved November 5, 2026, from https://www.drthawip.com/civilandcommercialcode/207
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ
✅✅✅✅✅
เฮลท์สไมล์ บริการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา และความสัมพันธ์ทางสายเลือด ทั้งในบุตรที่คลอดแล้ว และทารกในครรภ์ ความแม่นยำมากกว่า 99.99%
✔ ตรวจ DNA พิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด (พ่อลูก แม่ลูก ปู่ย่าตายาย/หลาน ลุงป้าน้าอา/หลาน ผลแม่นยำสูง 99.9%
✔ เก็บสิ่งส่งตรวจได้จากหลากหลาย เช่น กระพุ้งแก้ม เลือด เล็บ ผม แปรงสีฟัน สำลีแคะหู หลอดดูดน้ำ ฯลฯ
✔ ราคาคุ้มค่า ประหยัด ค่าบริการเริ่มต้นที่ 12,000 บาทต่อคู่ รวมค่าบริการเก็บสิ่งส่งตรวจถึงบ้าน และแพทย์อ่านผลให้ทุกเคส
✔ สะดวก สบาย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
✔ บริการตรวจถึงบ้านทั่วประเทศ ฟรี
✅ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line ID : @Healthsmile
📞 โทร : 089 874 9565
🌐 อ่านข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา หรือความสัมพันธ์ทางสายเลือดอื่นๆ ได้ที่นี่ https://healthsmile.co.th/dna-paternity-test/

