ภรรยาใหม่ ขอให้ตรวจ DNA ลูกติด ควรทำอย่างไร

เนื้อหาในบทความนี้

“ผมเลี้ยงเขามาทั้งชีวิต แต่วันนี้ภรรยาใหม่บอกให้ไปตรวจ DNA… ถ้าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ให้เอาไปคืน”

นี่คือเรื่องจริงที่กลายเป็นสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนเป็นพ่อ เมื่อตัดสินใจรับลูกของอดีตภรรยามาดูแลด้วยความรัก แต่ชีวิตคู่ครั้งใหม่กลับมาพร้อมกับเงื่อนไขที่บีบคั้นหัวใจ

คนเป็นพ่อที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง “ครอบครัวใหม่” กับ “ลูกที่ผูกพันมาทั้งชีวิต” ควรจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร? เมื่อความรักต้องถูกพิสูจน์ด้วยสายเลือด ร่วมหาทางออกและวิธีรับมือเพื่อปกป้องจิตใจของทุกคนในครอบครัว (โดยเฉพาะตัวเด็ก) ได้ในบทความนี้ไปพร้อมๆกันนะคะ

บทความนี้ได้รับการตรวจ และยืนยันข้อมูลทางการแพทย์ และกฎหมายจากทีมงานเฮลท์สไมล์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569

เลี้ยงมาทั้งชีวิต แต่วันนี้ต้องพิสูจน์ว่าเป็นพ่อ: ตรวจ DNA กับลูกติด ควรทำอย่างไร

หลังเลิกรากับภรรยาเก่า ในกรณีที่คุณรับลูกมาเลี้ยงเองและดูแลเขามาตลอด วันหนึ่งคุณเริ่มต้นชีวิตใหม่กับภรรยาคนใหม่ แต่เธอขอให้ตรวจ DNA กับลูกที่ติดมา และบอกว่าถ้าไม่ใช่ลูกจริง ก็จะส่งเด็กคืนให้ภรรยาเก่า

คำขอนี้หนักใจทั้งพ่อ ภรรยาใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือตัวเด็ก บทความนี้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ ตั้งแต่การคุยกันในครอบครัว ประเภทของการตรวจ ขั้นตอน ไปจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทางกฎหมายถ้าผลออกมาไม่ตรงกับที่คิด

หลักการเบื้องต้นที่สำคัญ ที่ต้องคำนึงถึงก่อนเข้ารับการตรวจ DNA พ่อลูกกับลูกติด มีอยู่ 2 ข้อ คือ

1. ควรตกลงกันให้ชัดก่อนตรวจว่าจะทำอะไรกับผลลัพธ์

2. ควรนึกถึงใจของเด็กเป็นอันดับแรก

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด

ครอบครัวที่มีลูกติดจากชีวิตคู่ก่อนหน้ามีมากขึ้นเรื่อยๆ และคำถามเรื่องสายเลือดมักโผล่ขึ้นมาเมื่อมีสมาชิกใหม่เข้ามาในครอบครัว ความกังวลนี้เกิดขึ้นได้เสมอกับทุกๆคน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายเห็นแก่ตัวหรือคิดในแง่ลบ เพราะแต่ละฝ่ายมีเหตุผลของตัวเอง ดังนี้

  • ภรรยาใหม่ อาจกังวลเรื่องภาระการเลี้ยงดูในระยะยาว เรื่องเกี่ยวกับมรดก หรือความไม่แน่ใจในอดีตของคู่ชีวิต
  • ฝ่ายพ่อของเด็ก อาจรู้สึกถูกกดดัน กลัวผลลัพธ์ว่าจะไม่ใช่ลูกจริงๆ หรือรู้สึกว่าความผูกพันที่สร้างมาหลายปีก็ไม่อยากไปพิสูจน์ให้ตนเองเคลือบแคลงสงสัย
  • ตัวเด็ก แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีส่วนในการตัดสินใจ แต่เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากผลตรวจมากที่สุด

อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับว่าทุกความรู้สึกมีที่มา เพื่อจะช่วยให้คุยกันได้โดยไม่กลายเป็นการกล่าวโทษ หรือทำให้ครอบครัวใหม่ที่กำลังเริ่มต้นมีปัญหา

1. ก่อนตรวจ คุยกันให้ชัดว่าจะทำอะไรกับผล

ผลตรวจ DNA ตอบได้เพียงว่าบุตรคนนี้เป็นสายเลือดของคุณพ่อหรือไม่ แต่ไม่ได้ให้คำตอบว่าเมื่อทราบผลแล้วครอบครัวควรทำอะไรต่อ ดังนั้นก่อนนัดตรวจ ลองคุยกับภรรยาใหม่ให้ได้คำตอบในคำถามเหล่านี้

  1. ถ้าผลออกมาว่าใช่
    ภรรยาใหม่พร้อมยอมรับเด็กเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเต็มตัวหรือไม่ และควรจะตกลงให้แน่ชัดว่าจะไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างกันอีก
  2. ถ้าผลออกมาว่าไม่ใช่
    คุณในฐานะคนที่เลี้ยงเด็กมา ต้องการตอบตัวเองให้ได้ ว่าจะให้เด็กอยู่กับใคร
    และการตัดสินใจนี้ควรเป็นของคุณเองโดยไม่ต้องถูกบังคับ และต้องตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของเด็กเป็นอันดับแรก 
  3. ภรรยาเก่าพร้อมรับเด็กกลับจริงหรือไม่
    การส่งเด็กไปอยู่ในบ้านที่ไม่พร้อม อาจสร้างบาดแผลทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจที่หนักกว่าความถูกต้องเรื่องสายเลือด
  4. จะบอกเด็กหรือไม่ และบอกอย่างไร
    ทั้งก่อนและหลังทราบผล
  5. ผลตรวจจะเก็บเป็นความลับระหว่างใครบ้าง

หากคุยกันแล้วยังตกลงไม่ได้ การปรึกษานักจิตวิทยาครอบครัวก่อนตรวจจะช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน

2. เลือกตรวจแบบทราบผลเพื่อความสบายใจ หรือจะตรวจเพื่อนำไปใช้ทางกฎหมาย

ถ้ามีโอกาสที่ผลจะนำไปใช้ตัดสินเรื่องการเลี้ยงดู อำนาจปกครอง หรือมรดก ควรเลือกแบบใช้ทางกฎหมายตั้งแต่แรก เพื่อไม่ต้องตรวจซ้ำหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา แต่การตรวจใช้ทางกฎหมายจะมีขั้นตอนที่เข้มงวดและต้องได้รับคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทุกฝ่ายก่อนการตรวจ ส่วนการตรวจเพิ่อความสบายใจนั้นสามารถให้คำยินยอมทั่วไปได้

ทั้งนี้ การตรวจทั้งสองแบบมีความแม่นยำมากกว่า 99.99% เท่ากัน

ตรวจเพื่อทราบผล ตรวจใช้ทางกฎหมาย
ประโยชน์ที่ได้รับ ต้องการความสบายใจภายในครอบครัว ใช้ยื่นศาล หน่วยงานราชการ หรือข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย
การยืนยันตัวตน ไม่เข้มงวด ตรวจบัตรประชาชน สูติบัตร และถ่ายรูปผู้รับการตรวจทุกคน
การเก็บตัวอย่าง เก็บโดยเจ้าหน้าที่ หรือใช้ชุดเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทเป็นผู้เก็บสิ่งส่งตรวจ DNA พร้อมมีขั้นตอนบันทึกการส่งต่อตัวอย่างอย่างละเอียด
ความยินยอม ผู้รับการตรวจหรือผู้ปกครอง ผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายของเด็ก ลงนามยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร
ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย ไม่ได้ ได้

สำหรับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องให้ความยินยอม หากคุณเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองอยู่แล้ว ก็ลงนามอนุญาตการตรวจให้กับเด็กได้เอง แต่ถ้ายังมีอำนาจปกครองร่วมกับแม่เด็ก สามารถคลิกสอบถาม HealthSmile ได้ที่นี่ เพื่อเตรียมเรื่องเอกสารที่ต้องใช้ก่อนนัดหมาย

3. ขั้นตอนการตรวจ DNA พ่อลูก

การตรวจใช้เพียงตัวอย่างจากพ่อและลูก ไม่จำเป็นต้องมีตัวอย่างจากแม่เด็ก และทราบผลภายในประมาณ 7–14 วัน

  1. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แจ้งสถานการณ์และวัตถุประสงค์ เพื่อเลือกประเภทการตรวจที่เหมาะสม
  2. เตรียมเอกสาร บัตรประชาชนของพ่อ สูติบัตรหรือบัตรประชาชนของเด็ก และเอกสารแสดงอำนาจปกครอง หากตรวจเพื่อใช้ทางกฎหมาย
  3. นัดเก็บตัวอย่าง เลือกวันเวลาที่สะดวก โดยพยาบาลวิชาชีพเดินทางไปเจาะเลือดที่บ้าน หรือไปที่ศูนย์เก็บตัวอย่างใกล้บ้าน ช่วยให้เด็กไม่ต้องเผชิญบรรยากาศโรงพยาบาล
  4. ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างถูกส่งเข้าห้องแล็บที่ได้มาตรฐาน
  5. รับผล แจ้งผลผ่าน LINE หรืออีเมลเมื่อผลออก และส่งเอกสารตัวจริงตามทางไปรษณีย์

เคล็ดลับ: เตรียมคำอธิบายสั้นๆ ที่ตรงไปตรงมาและเหมาะกับวัยไว้ล่วงหน้า เช่น วันนี้จะมีพยาบาลมาเจาะเลือดตรวจ พ่ออยู่ด้วยตลอด และหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องผลลัพธ์ต่อหน้าเด็ก

4. ถ้าผลออกมาว่าไม่ใช่ลูกทางสายเลือดของเรา ทางกฎหมายจะเป็นอย่างไรได้บ้าง?

แม้จะมีผล DNA ที่บอกชัดว่าเด็กไม่ใช่บุตรของคุณพ่อ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานะพ่อตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ และการ “ส่งเด็กคืนให้กับภรรยาเก่า” ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ทันทีเพียงเพราะมีผลตรวจ

  • กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรของสามี เด็กที่เกิดระหว่างสมรส หรือภายใน 310 วันหลังการสมรสสิ้นสุด ถือเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรืออดีตสามี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536
  • การปฏิเสธความเป็นพ่อต้องฟ้องศาล และมีเงื่อนไขกับระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ถ้าพ้นกำหนดแล้วอาจฟ้องไม่ได้
  • ถ้าคุณแจ้งเกิดเด็กเองว่าเป็นลูก หรือยอมให้มีการแจ้งเช่นนั้น กฎหมายห้ามฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ตามมาตรา 1541
  • ระหว่างนี้หน้าที่ของพ่อยังอยู่ครบ ทั้งการอุปการะเลี้ยงดูและอำนาจปกครองตามที่ตกลงไว้ตอนหย่าหรือตามคำสั่งศาล
  • การย้ายเด็กไปอยู่กับแม่ ต้องตกลงกันเรื่องอำนาจปกครองให้ถูกต้อง และแม่ต้องพร้อมรับ ศาลจะยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก

เนื่องจากแต่ละกรณีมีรายละเอียดต่างกัน ควรปรึกษาทนายความด้านครอบครัวก่อนตัดสินใจใดๆ หลังทราบผล

5. สวัสดิภาพ และสภาพจิตใจของเด็กสำคัญที่สุด

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สิ่งที่เด็กต้องการคือความมั่นคงว่าเขายังมีคนรักและดูแล เด็กที่พ่อแม่แยกทางกันผ่านการสูญเสียมาแล้วครั้งหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจึงกระทบใจเขามากกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนี้เด็กมักรับรู้ความตึงเครียดในบ้านได้ก่อนที่ผู้ใหญ่จะพูดอะไร แม้ไม่มีใครบอกเรื่องการตรวจ เขาก็อาจสังเกตเห็นสีหน้า น้ำเสียง หรือการเปลี่ยนท่าทีของแม่เลี้ยง(ภรรยาใหม่) หรือความเครียดจากตัวคุณพ่อ และอาจคิดไปเองว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือไม่

หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการดูแลสวัสดิภาพ และสภาพจิตใจของเด็ก

  • ไม่ใช้เด็กเป็นตัวกลางของความขัดแย้ง
    • ไม่ทะเลาะเรื่องผลตรวจต่อหน้าเด็ก
    • ไม่ฝากข้อความระหว่างผู้ใหญ่ผ่านเด็ก
    • ไม่ให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหา
  • ไม่รีบเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก การย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน หรือเปลี่ยนคนดูแลกะทันหัน ทำให้เด็กสูญเสียทุกอย่างที่คุ้นเคยพร้อมกัน ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยน ควรค่อยเป็นค่อยไปและมีคนที่เด็กไว้ใจอยู่ด้วย
  • บอกความจริงตามวัย และในเวลาที่เหมาะสม
    • การโกหกเพื่อปกป้องมักกลับมาทำร้ายความไว้ใจในภายหลัง
    • แต่การบอกทุกอย่างในครั้งเดียวก็หนักเกินไปสำหรับเด็ก
  • รักษากิจวัตรประจำวันให้เหมือนเดิม เวลาตื่น เวลานอน การไปรับส่งโรงเรียน และกิจกรรมที่ทำด้วยกันเป็นประจำ ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าโลกของเขายังมั่นคง
  • ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ จิตแพทย์เด็กหรือนักจิตวิทยาช่วยวางแผนการสื่อสาร และประเมินว่าเด็กรับมือได้ดีแค่ไหน

ขั้นตอนการดูแลเด็กตลอดกระบวนการ

ก่อนตรวจ: ผู้ใหญ่ตกลงกันให้ได้ก่อน

    • ตกลงว่าจะบอกเด็กหรือไม่ บอกเมื่อไร และใครเป็นคนบอก โดยควรเป็นคนที่เด็กผูกพันที่สุด
    • เตรียมคำอธิบายสั้นๆ ที่ตรงไปตรงมา เช่น “พ่อจะพาหนูตรวจสุขภาพ จะมีพยาบาลจะมาที่บ้าน/หรือจะพาไปที่คลินิก พ่ออยู่ด้วยตลอด ไม่เจ็บ ไม่ต้องเจาะเลือด ไม่ฉีดยา”
    • ภรรยาใหม่ควรรักษาท่าทีกับเด็กให้เหมือนเดิมระหว่างนี้

วันเก็บตัวอย่าง: ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด

    • เลือกเวลาที่เด็กไม่เหนื่อยหรือหิว การเก็บตัวอย่างที่บ้านช่วยลดความกลัวได้มาก
    • บอกเด็กตามจริงว่าการตรวจนี้ไม่เจ็บ ให้กอดหรือจับมือระหว่างเก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้ม และชมเชยเมื่อเสร็จ
    • ไม่พูดถึงเหตุผลของการตรวจต่อหน้าเด็ก รวมถึงทางโทรศัพท์

ระหว่างรอผล 7–14 วัน: ผู้ใหญ่จัดการความเครียดของตัวเอง

    • ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ถามคำถามชี้นำเด็ก เช่น ถามว่าหนูอยากไปอยู่กับแม่ไหม
    • ถ้าผู้ใหญ่เครียดมาก ควรหาที่ระบาย เช่น เพื่อนสนิทหรือนักจิตวิทยา ไม่ใช่ระบายใส่เด็ก

วันทราบผล: ผู้ใหญ่ฟังผลก่อนเสมอ

    • เปิดผลในช่วงที่เด็กไม่อยู่ ให้เวลาตัวเองตั้งสติอย่างน้อยหนึ่งถึงสองวัน
    • ไม่ตัดสินใจเรื่องที่อยู่ของเด็ก หรือการฟ้องร้อง หรือการคืนบุตรให้ภรรยาเก่า ในวันที่อารมณ์ยังไม่นิ่ง

ถ้าผลออกมาว่าใช่

    • ภรรยาใหม่ควรแสดงการยอมรับผ่านการกระทำ เช่น ใช้เวลากับเด็ก ร่วมกิจกรรมในโรงเรียน
    • ตกลงกันว่าจะไม่หยิบเรื่องนี้มาพูดอีก โดยเฉพาะเวลาทะเลาะกัน

ถ้าผลออกมาว่าไม่ใช่: ควรวางแผนกับผู้เชี่ยวชาญก่อนทำอะไร

    • ปรึกษาทนายเรื่องสถานะทางกฎหมาย และนักจิตวิทยาเรื่องผลกระทบต่อเด็ก
    • พิจารณาว่าเด็กควรอยู่ที่ไหนจึงจะดีที่สุดสำหรับตัวเด็ก ไม่ใช่สะดวกที่สุดสำหรับผู้ใหญ่
    • ถ้าต้องเปลี่ยนผู้ดูแลจริง ควรทำเป็นขั้นตอน เช่น เริ่มจากไปค้างคืนเป็นครั้งคราว และให้เด็กยังติดต่อกับคนที่เขาผูกพันได้
    • การบอกความจริงเรื่องสายเลือด ควรวางแผนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และเลือกช่วงเวลาที่ชีวิตเด็กมั่นคงแล้ว

หลังจากนั้น: ติดตามอย่างน้อย 3–6 เดือน

    • สังเกตอารมณ์ พฤติกรรม การนอน และการเรียนของเด็กต่อเนื่อง
    • ประสานกับครูประจำชั้นให้ช่วยสังเกตพฤติกรรมที่โรงเรียน

สื่อสารกับเด็กแต่ละวัยอย่างไร

วัย สิ่งที่เด็กเข้าใจ วิธีสื่อสาร
ต่ำกว่า 6 ปี ยังไม่เข้าใจเรื่องสายเลือด รับรู้แค่ว่าใครดูแลเขา ประโยคสั้นๆ ย้ำว่ามีคนรักและดูแลเขาเสมอ ไม่ต้องอธิบายรายละเอียด
6–12 ปี เริ่มเข้าใจครอบครัวและเหตุผล มักโทษตัวเอง ตอบคำถามตามจริงแต่ไม่ลงรายละเอียดเกินที่ถาม ย้ำว่าไม่ใช่ความผิดของเขา
12 ปีขึ้นไป เข้าใจเรื่องพันธุกรรม อาจค้นข้อมูลเอง และไวต่อการถูกปิดบัง พูดคุยอย่างเปิดเผย ฟังความเห็นของเขา และให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตามความเหมาะสม

สัญญาณที่ควรพาเด็กไปพบผู้เชี่ยวชาญ

ถ้าพบอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษากุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็ก หรือนักจิตวิทยา

  • นอนไม่หลับ ฝันร้ายบ่อย หรือกลับมาปัสสาวะรดที่นอนทั้งที่เลิกไปแล้ว
  • เก็บตัว เงียบผิดปกติ หรือก้าวร้าวกว่าเดิม
  • ติดผู้ดูแลมาก ไม่ยอมแยกจาก หรือกลัวถูกทิ้ง
  • ผลการเรียนตก ไม่อยากไปโรงเรียน
  • ปวดท้องหรือปวดหัวบ่อยโดยตรวจไม่พบสาเหตุ
  • พูดว่าไม่มีใครต้องการตัวเอง

หากเด็กพูดถึงการทำร้ายตัวเองหรืออยากตาย ควรพาพบแพทย์ทันที หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

หลายครอบครัวพบว่า แม้ผลจะออกมาว่าไม่ใช่ลูกทางสายเลือด แต่ความผูกพันที่สร้างมาหลายปีไม่ได้หายไปพร้อมกระดาษหนึ่งแผ่น ความเป็นพ่อจึงไม่ได้มีแค่เรื่องสายเลือด แต่คือคนที่อยู่ข้างเด็กในวันที่เขาต้องการมากที่สุด

สรุป: ตรวจได้ แต่ควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ

การตรวจ DNA กับลูกติดช่วยให้ครอบครัวได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ควรตกลงกันก่อนว่าจะทำอะไรกับผล เลือกประเภทการตรวจให้ตรงกับการใช้งาน ปรึกษาทนายในกรณีที่ผลตรวจอาจมีผลทางกฎหมาย และให้ความสำคัญกับความรู้สึกและประโยชน์สูงสุดของเด็กตลอดกระบวนการ

HealthSmile ให้บริการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก ทั้งแบบทราบผลและแบบใช้ทางกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่วิชาชีพ สามารถเดินทางไปเก็บตัวอย่างถึงบ้าน หรือเข้ามาตรวจที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ หากยังไม่แน่ใจว่าควรตรวจแบบไหน สามารถปรึกษาทีมงานของเฮลท์สไมล์ได้ ตามช่องทางติดต่อดังนี้

แหล่งอ้างอิง

 

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ

ต้องการคำปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อลูก คลิกที่นี่

✅✅✅✅✅

เฮลท์สไมล์ บริการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา และความสัมพันธ์ทางสายเลือด ทั้งในบุตรที่คลอดแล้ว และทารกในครรภ์ ความแม่นยำมากกว่า 99.99%

✔ ตรวจ DNA พิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด (พ่อลูก แม่ลูก ปู่ย่าตายาย/หลาน ลุงป้าน้าอา/หลาน ผลแม่นยำสูง 99.9%
✔ เก็บสิ่งส่งตรวจได้จากหลากหลาย เช่น กระพุ้งแก้ม เลือด เล็บ ผม แปรงสีฟัน สำลีแคะหู หลอดดูดน้ำ ฯลฯ
✔ ราคาคุ้มค่า ประหยัด ค่าบริการเริ่มต้นที่ 12,000 บาทต่อคู่ รวมค่าบริการเก็บสิ่งส่งตรวจถึงบ้าน และแพทย์อ่านผลให้ทุกเคส
✔ สะดวก สบาย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
✔ บริการตรวจถึงบ้านทั่วประเทศ ฟรี

✅ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line ID : @Healthsmile

📞 โทร : 089 874 9565

🌐 อ่านข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา หรือความสัมพันธ์ทางสายเลือดอื่นๆ ได้ที่นี่ https://healthsmile.co.th/dna-paternity-test/

สูตินรีแพทย์ ที่สนใจด้านโครโมโซม ยีน DNA และการตรวจสุขภาพเชิงลึก ให้การดูแลมารดาตั้งครรภ์ ตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์ รักษาสุขภาพทางเพศ และให้ความรู้ด้านการตรวจยีนสุขภาพ การศึกษา - สถานะความรู้ความชำนาญเฉพาะทางที่แพทยสภารับรอง : สาขา สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา ( Obstetrics and Gynaecology ) - ประกาศนียบัตรฯ ที่แพทยสภารับรอง : ด้านเวชศาสตร์จีโนมเบื้องต้นสำหรับแพทย์เฉพาะทาง