แฟนสั่งให้ไปทำแท้ง ควรทำยังไง

สถานการณ์ที่น่าวิตก เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของคู่รักที่ต้องเผชิญ และเป็นเรื่องที่หนักหนาและบีบคั้นความรู้สึกมาก ก็คือการถูก “สั่ง” ให้ทำแท้งลูกในครรภ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจโดยที่เราอาจยังไม่พร้อมหรือไม่เต็มใจ เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้คุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ได้มีสติและมีทางเลือกในการตัดสินใจด้วยตัวของคุณเอง พร้อมทั้งนำเสนอทางออกหลายๆอย่างที่อาจจะช่วยบรรเทาความเครียดที่เกิดขึ้นได้

เมื่อแฟน “สั่ง” ให้ไปทำแท้ง: ทางออก กฎหมาย และสิทธิที่คุณควรรู้

ความรักและความสัมพันธ์ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปรึกษาหารือ ไม่ใช่การออกคำสั่ง โดยเฉพาะเรื่องความเป็นความตายและร่างกายของผู้หญิง หากคุณผู้หญิงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่แฟนยื่นคำขาดว่าให้ไปทำแท้ง นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมที่สุด

1. ตั้งสติ: ร่างกายนี้เป็นของคุณ

ไม่ว่าแฟนจะพูดอย่างไร หรือกดดันแค่ไหน “สิทธิในการตัดสินใจว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือไม่ อยู่ที่ตัวคุณ 100%” การถูกบังคับให้ยุติการตั้งครรภ์ (Reproductive Coercion) ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวรูปแบบหนึ่ง

  • ถ้าคุณยังไม่มั่นใจ อย่าเพิ่งตัดสินใจทำอะไรลงไปเพียงเพราะความกลัว แนะนำให้ปรึกษากับครอบครัวของตนเองก่อน เพื่อหาตัวช่วยและแนวทางที่ครอบครัวจะช่วยกันได้
  • ถ้าคุณอยากเก็บเด็กไว้ แม้ว่าฝ่ายชาย หรือครอบครัวจะไม่ยินดีก็แล้วแต่ คุณมีสิทธิที่จะเก็บเด็กไว้ แต่ก็ควรต้องตระหนักด้วยว่า การเลี้ยงดูลูกคนเดียวโดยไม่มีครอบครัวช่วยเหลือนั้นมีความยากลำบากอยู่ไม่น้อย
  • ถ้าคุณต้องการยุติการตั้งครรภ์ ต้องเป็นเพราะคุณเลือกเองว่ามันคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคุณ ไม่ใช่เพราะใครสั่ง (อ่านเพิ่มเติม : สิทธิ์ในการยุติการตั้งครรภ์ 2)

2. กฎหมายทำแท้งในประเทศไทย (ฉบับอัปเดต)

ปัจจุบันกฎหมายไทยเปิดกว้างขึ้นเพื่อให้ผู้หญิงเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย โดยอ้างอิงตามประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 และ ข้อบังคับแพทยสภา :

  • อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์: หญิงตั้งครรภ์สามารถยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ได้ โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย และแพทย์สามารถทำให้ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพ
  • อายุครรภ์ 12 – 20 สัปดาห์: ต้องเข้ารับการ “ตรวจและให้คำปรึกษาทางเลือก” จากหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนกับกรมอนามัยก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจ
  • อายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์: โดยทั่วไปไม่สามารถทำได้ ยกเว้นมีเหตุผลทางการแพทย์ที่รุนแรง เช่น อันตรายต่อสุขภาพแม่ หรือทารกมีความผิดปกติรุนแรง

3. หากไม่สามารถปรึกษาคนในครอบครัวได้ สายด่วน 1663 คือเพื่อนคู่คิดที่ไม่ตัดสินคุณ

หากคุณมืดแปดด้าน ไม่รู้จะคุยกับใคร หรือกลัวข้อมูลรั่วไหล สายด่วน 1663 (ปรึกษาปัญหาท้องไม่พร้อม) คือก้าวแรกที่ดีที่สุด

  • 1663 เป็นหน่วยงานเอกชนที่ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายแพทย์อาสา (RSA)
  • 1663 จะรับฟังด้วยใจเป็นกลาง ไม่ด่า ไม่สอนศีลธรรม แต่จะให้ข้อมูลทางเลือก ทั้งการ “ท้องต่อ” (การฝากครรภ์ สวัสดิการสังคม) และการ “ยุติการตั้งครรภ์” (แนะนำสถานพยาบาลที่ปลอดภัย ถูกกฎหมาย และราคามาตรฐาน)
  • วิธีติดต่อ: โทรเบอร์ 1663 (โทรได้ทุกวัน 09.00 – 21.00 น.) หรือทักแชทเพจ Facebook “1663 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม

4. ทำไมควรตรวจ DNA พ่อลูกก่อนตัดสินใจ?

ในบางกรณีที่มีความขัดแย้งเรื่องความสัมพันธ์ หรือฝ่ายชายปฏิเสธความรับผิดชอบ (หรือกล่าวหาว่าไม่ใช่ลูกเขา) การตรวจ DNA ตั้งแต่ในครรภ์ อาจเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาด้วยเหตุผลดังนี้:

  • ความชัดเจนเพื่อการตัดสินใจ: หากฝ่ายชายใช้ข้ออ้างว่า “ไม่มั่นใจว่าเป็นลูกเขา” เพื่อบีบให้คุณทำแท้ง ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์จะเป็นหลักฐานที่โต้แย้งไม่ได้ ทำให้คุณตัดสินใจได้บนพื้นฐานความจริง ไม่ใช่คำกล่าวหา
  • สิทธิการรับรองบุตร (กรณีเปลี่ยนใจท้องต่อ): หากสุดท้ายคุณเลือกที่จะเก็บเด็กไว้ ผล DNA นี้จะสำคัญมากในการเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมายในอนาคต
  • ความสบายใจส่วนบุคคล: เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจใดๆ ที่จะเกิดขึ้น (ไม่ว่าจะยุติหรือไปต่อ) มาจากข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ไม่มีความค้างคาใจภายหลัง

วิธีการตรวจพิสูจน์ DNA ความเป็นพ่อลูกขณะตั้งครรภ์:

  • เจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis): ทำได้ช่วงอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ วิธีนี้ในปัจจุบันอาจจะไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากต้องตรวจในอายุครรภ์มาก ทำให้อาจจะไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ทัน และนอกจากนั้น ยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแท้งบุตร หรือการติดเชื้อในโพรงมดลูกและถุงน้ำคร่ำได้
  • ตรวจจากเลือดแม่ (Non-Invasive Prenatal Paternity – NIPPT): สามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 7-8 สัปดาห์ขึ้นไป โดยแยก DNA ลูกจากเลือดแม่ วิธีนี้ ปลอดภัย 100% ต่อทารก แต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

สรุปแนวทางปฏิบัติ

  • แยกตัวออกมา หาพื้นที่ปลอดภัยเพื่อคิดทบทวน
  • ปรึกษาคนในครอบครัว หรือหากไม่สามารถคุยกับคนในครอบครัวได้ให้โทร 1663 : เพื่อประเมินอายุครรภ์และหาโรงพยาบาลที่ถูกกฎหมาย (หากเลือกยุติ) หรือหาแนวทางช่วยเหลือ (หากเลือกท้องต่อ)
  • คุยกับแฟนด้วยข้อมูล: เมื่อคุณมีข้อมูลกฎหมายและข้อมูลแพทย์ในมือ คุณจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น หากเรื่องพ่อของเด็กเป็นประเด็น ให้เสนอการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดาระหว่างตั้งครรภ์ (NIPPT) เพื่อความชัดเจน

จำไว้ว่า: ชีวิตหลังจากนี้คือชีวิตของคุณ การตัดสินใจครั้งนี้ควรเลือกในสิ่งที่ คุณ จะเสียใจน้อยที่สุดในระยะยาว