-
คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป: ความเสี่ยงที่โครโมโซมจะแบ่งตัวผิดปกติจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามอายุของมารดา
-
คุณแม่ตั้งครรภ์อายุน้อย (ต่ำกว่า 35 ปี): แม้ความเสี่ยงต่อบุคคลจะน้อยกว่า แต่จากสถิติพบว่าทารกที่เป็นดาวน์ซินโดรมกว่าครึ่ง เกิดจากคุณแม่อายุน้อย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีอัตราการตั้งครรภ์สูงที่สุด
-
ผู้ที่มีประวัติครอบครัว: มีญาติพี่น้อง หรือเคยตั้งครรภ์ทารกที่มีความผิดปกติของโครโมโซมมาก่อน
-
ผู้ที่อัลตราซาวนด์พบความผิดปกติ: เช่น พบความหนาของผนังคอทารก (NT) มากกว่าปกติ หรือพบโครงสร้างร่างกายบางอย่างที่สูติแพทย์สงสัย
-
ผู้ที่มีประวัติแท้งบุตรบ่อยครั้ง โดยไม่ทราบสาเหตุ
ทำไมการตรวจแค่ “ดาวน์ซินโดรม” เพียงอย่างเดียวถึงอาจไม่พอในปัจจุบัน?
1. ความผิดปกติสามารถเกิดขึ้นได้กับโครโมโซม “ทุกคู่”
อ่านเพิ่มเติม : ตรวจ NIPT 23 โครโมโซม, ตรวจโครโมโซม 23 คู่ รู้อะไรบ้าง?
2. รอยแหว่งขนาดเล็ก (Microdeletion) หรือ ส่วนเกินของโครโมโซม (Duplication) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของแม่
-
ความเสี่ยงเท่ากันทุกคน: ภาวะนี้ ไม่ได้ สัมพันธ์กับอายุของคุณแม่เหมือนดาวน์ซินโดรม หมายความว่าคุณแม่อายุ 20 ปี และคุณแม่อายุ 40 ปี มีความเสี่ยงที่จะพบความผิดปกตินี้เท่าๆ กัน
-
ผลกระทบรุนแรง: กลุ่มอาการที่พบบ่อย เช่น DiGeorge syndrome (พัฒนาการช้า มีปัญหาเรื่องหัวใจแต่กำเนิด), Cri-du-chat syndrome หรือ Prader-Willi syndrome ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและคุณภาพชีวิตของทารกอย่างมาก
3. การเตรียมพร้อมครอบครัวและวางแผนการดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
องค์กรทางการของสากล แนะนำการตรวจ NIPT อย่างไรบ้าง? ควรตรวจ Microdeletion / Duplication หรือไม่?
จากการรวบรวมข้อมูลของทีมงาน เกี่ยวกับเรื่องการตรวจ NIPT เพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ เราพบแนวทางการให้บริการ NIPT และบทความที่เกี่ยวข้องกับการตรวจความผิดปกติเกี่ยวกับการตรวจ NIPT ให้ครบ 23 โครโมโซม อยู่ 3 องค์กรใหญ่ ได้แก่
- International Society for Prenatal Diagnosis (ISPD) ปี 2023
- American College of Medical Genetics and Genomics (ACMG) ปี 2023
- ACOG Practice. Bulletin No. 226. ACOG and SMFM, 2020
สิ่งที่ “แนะนำ” ให้ตรวจเป็นมาตรฐานสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน
-
3 โครโมโซมหลัก (คู่ที่ 21, 18, 13): ทั้ง 3 องค์กรแนะนำตรงกันอย่างยิ่งให้ตรวจใน “คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน” (ไม่จำกัดอายุ) เพราะ NIPT เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการคัดกรองดาวน์ เอ็ดเวิร์ด และพาทัวซินโดรม
-
ความผิดปกติของโครโมโซมเพศ (SCAs): แนะนำให้ตรวจควบคู่ไปกับ 3 คู่หลัก
-
Microdeletion ที่แนะนำให้ตรวจได้แก่ 22q11.2 (DiGeorge Syndrome): เฉพาะองค์กร ACMG ที่แนะนำเพิ่มเติมให้ตรวจคัดกรองโรคนี้ในทุกการตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นความผิดปกติระดับ Microdeletion ที่พบได้บ่อยที่สุด
สิ่งที่ “ยังไม่แนะนำ” ให้ตรวจคัดกรองเป็นการทั่วไป
-
โครโมโซมร่างกายคู่อื่นๆ (Rare autosomal trisomies : RATs): นอกเหนือจากคู่ที่ 21, 18, 13 ยังไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองทั่วไป เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกยังไม่ชัดเจน และหากต้องการตรวจยืนยันคู่อื่นๆ การเจาะน้ำคร่ำยังคงเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุด นอกจากนี้ โดยส่วนใหญ่หากมีความผิดปกติของโครโมโซมคู่อื่นๆ ทารกในครรภ์มักจะเสียชีวิตก่อนที่จะคลอด ดังนั้น จึงอาจไม่คุ้มค่าที่จะเจาะตรวจ
-
Microdeletions/Duplication หรือ CNVs อื่นๆ (รอยแหว่งจิ๋วอื่นๆ): ISPD และ ACMG ยังไม่แนะนำให้ตรวจแบบครอบคลุมทั้งจีโนม เนื่องจากการตรวจที่ละเอียดมากเกินไป (เล็กกว่า 5-7Mb) ยังมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำและอาจเพิ่มอัตราผลบวกลวง ทำให้เพิ่มความวิตกกังวลให้กับคุณแม่ และอาจต้องเจาะน้ำคร่ำเพิ่มโดยไม่จำเป็น
ข้อมูลสำคัญเรื่อง “อายุ” และ “ความเสี่ยงที่จะเป็นโรค” (จากข้อมูลของ ACOG)
แม้ว่าความเสี่ยงของดาวน์ซินโดรม จะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่ความเสี่ยงของกลุ่มอาการที่เกิดจาก Microdeletion/CNV ไม่ขึ้นอยู่กับอายุ (พบที่สัดส่วน 1:270 ในทุกช่วงวัย) ซึ่งหมายความว่า ในคุณแม่ที่อายุต่ำกว่า 36 ปี โอกาสพบทารกมีรอยแหว่งจิ๋ว สูงกว่า โอกาสพบทารกเป็นดาวน์ซินโดรมเสียอีก
กลุ่มที่อาจพิจารณาตรวจ NIPT 23 โครโมโซม + Microdeletion / Duplication
- คุณแม่ที่อยากได้ข้อมูลมากขึ้น แต่ไม่อยากเจาะน้ำคร่ำ เช่น ตั้งครรภ์จากการทำ IVF หรือมีบุตรยาก
- คุณแม่อายุน้อย หลายคนเข้าใจว่าอายุน้อยไม่จำเป็นต้องตรวจ แต่ความผิดปกติแบบชิ้นส่วนโครโมโซมขาดหรือเกิน ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุแม่ จึงเกิดได้ในทุกช่วงอายุ
- เคยมีลูกหรือเคยตั้งครรภ์ที่มีความผิดปกติของโครโมโซม
- คุณพ่อหรือคุณแม่เคยตรวจพบว่ามีโครโมโซมสลับตำแหน่ง แม้ตัวเองจะสุขภาพปกติ แต่อาจส่งต่อโครโมโซมที่ไม่สมดุลให้ลูกได้
- ผลคัดกรองก่อนหน้านี้พบความเสี่ยงสูง แต่ยังไม่พร้อมเจาะน้ำคร่ำ
- อัลตราซาวด์พบสิ่งที่แพทย์ต้องการติดตาม เช่น ต้นคอลูกหนากว่าปกติ และได้คุยกับแพทย์แล้วว่าจะยังไม่เจาะน้ำคร่ำ
กรณีที่ควรเจาะน้ำคร่ำแทน
- อัลตราซาวด์พบความผิดปกติของอวัยวะลูกอย่างรุนแรง เช่น ผนังกั้นหัวใจรั่ว โครงสร้างหัวใจผิดปกติ เป็นต้น
- คุณพ่อหรือคุณแม่ทราบอยู่แล้วว่ามีชิ้นส่วนโครโมโซมขาดหรือเกิน
ทั้งสองกรณีนี้ การเจาะน้ำคร่ำให้คำตอบที่ชัดเจนและละเอียดกว่า
นอกจากนี้ ควรแจ้งแพทย์ก่อนตรวจ NIPT หากตั้งครรภ์แฝดแล้วมีแฝดคนหนึ่งหยุดเจริญเติบโต เคยปลูกถ่ายอวัยวะ หรือเพิ่งได้รับเลือด เพราะอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อน
กลุ่มที่อาจพิจารณาตรวจ NIPT 23 โครโมโซม + Microdeletion / Duplication (ส่วนนี้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์)
- ผู้ที่อยากได้ข้อมูลมากที่สุดแต่ไม่ต้องการเจาะน้ำคร่ำ เช่น ครรภ์ IVF ครรภ์ที่มีบุตรยาก หรือครรภ์ที่ได้มายาก เป็นกลุ่มที่เจอบ่อยที่สุดในทางเวชปฏิบัติ
- แม่อายุน้อย CNV พบในราว 0.4% ของการตั้งครรภ์และไม่สัมพันธ์กับอายุมารดา ขณะที่ความเสี่ยงดาวน์ในแม่อายุน้อยต่ำ สัดส่วนความเสี่ยงจาก CNV จึงมีนัยสำคัญกว่าในกลุ่มนี้
- มีประวัติบุตรหรือครรภ์ก่อนผิดปกติทางโครโมโซม รวมถึงกลุ่มอาการ microdeletion
- พ่อหรือแม่เป็นพาหะ balanced translocation หรือ inversion ซึ่ง genome-wide CNV อาจจับ unbalanced segment ที่มีขนาดใหญ่ได้ แต่การตรวจวินิจฉัยด้วยการเจาะน้ำคร่ำก็ยังเป็นทางเลือกหลัก
- ผลคัดกรองเดิม (ด้วยวิธีที่ความแม่นยำต่ำกว่า เช่น quad test) มีความเสี่ยงสูงหรือก้ำกึ่ง แต่ผู้ป่วยยังไม่พร้อมเจาะน้ำคร่ำ อาจพิจารณาเลือกตรวจ NIPT เพิ่มเติมได้ (แต่การตรวจมาตรฐานยังคงเป็นการเจาะน้ำคร่ำอยู่)
- อัลตราซาวด์พบ soft marker หรือ NT หนา เช่น ≥3.5 mm ในกรณีที่ผู้ป่วยปฏิเสธการเจาะน้ำคร่ำ (แต่การตรวจมาตรฐานยังคงเป็นการเจาะน้ำคร่ำอยู่)
- ประโยชน์รองของการตรวจพบโครโมโซมคู่อื่นๆนอกจากคู่หลักที่ผิดปกติ การพบ trisomy อย่าง 16 หรือ 22 อาจบ่งชี้ว่ามีโครโมโซมของรกผิดปกติบางส่วน (confined placental mosaicism) ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะทารกโตช้าในครรภ์ (IUGR) และภาวะรกผิดปกติ รวมถึงความเสี่ยง UPD (เช่น trisomy 15 กับ Prader-Willi) จึงช่วยให้ติดตามครรภ์ใกล้ชิดขึ้น
สรุป
ข้อควรรู้: การตรวจ NIPT เป็นเพียง “การตรวจคัดกรอง” (Screening Test) ที่มีความแม่นยำสูง (มากกว่า 99%) แต่หากผลออกมาเป็นความเสี่ยงสูง (High Risk) แพทย์จะแนะนำให้ทำการเจาะน้ำคร่ำเพื่อ “ตรวจวินิจฉัยยืนยัน” (Diagnostic Test) อีกครั้งเสมอ

