ท้องกับคนอื่น แต่ว่าใส่ชื่อแฟนคนปัจจุบันในสูติบัตร ได้ไหม
ทางทีมงาน HealthSmile เข้าใจดีค่ะว่าสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก และมีความซับซ้อนทางกฎหมายเป็นอย่างมาก
ในหลายครอบครัว แฟนคนปัจจุบันอาจยินดีรับเด็กเป็นบุตรและยินยอมให้ระบุชื่อตนเองเป็นบิดาในสูติบัตร หรือในบางกรณี แฟนใหม่อาจไม่ทราบความจริงว่าเด็กไม่ใช่สายเลือดของตน จึงดำเนินการจดแจ้งเป็นบิดาไปโดยความเข้าใจผิด
แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด การระบุชื่อบุคคลที่ไม่ใช่บิดาทางสายเลือดลงในใบแจ้งเกิดนั้น มีผลกระทบทางกฎหมายและชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดค่ะ จากประสบการณ์ของ HealthSmile เราพบว่าเคสจำนวนมากที่เข้ามาใช้บริการ ตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดา ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากสถานการณ์ลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
ซึ่งการระบุชื่อบิดาในสูติบัตรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จะส่งผลกระทบที่สำคัญดังต่อไปนี้ค่ะ…
1. ข้อควรระวังทางกฎหมาย ผิดฐานแจ้งความเท็จ
1.1 ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137)
การที่คุณแม่หรือแฟนใหม่ไปแจ้งต่อนายทะเบียนว่าแฟนใหม่คือบิดาผู้ให้กำเนิด ถือเป็นการให้ข้อมูลเท็จแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย มีบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (อ้างอิง1, อ้างอิง2)
1.2 ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ (มาตรา 267)
ความผิดนี้เป็นข้อหาที่หนักขึ้นและตรงกับกรณีนี้มากที่สุด เพราะเป้าหมายของการแจ้งคือการให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อความเท็จนั้นลงในสูติบัตร (เอกสารราชการ) เพื่อใช้เป็นหลักฐาน มีบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (อ้างอิง1, อ้างอิง2)
ข้อควรระวังเพิ่มเติม การแจ้งเกิดเท็จ
ในทางกฎหมายจะเรียกพฤติกรรมนี้ว่าการ “แจ้งเกิดเท็จ” ซึ่งมีความผิดอาญาที่เสี่ยงต่อการติดคุกและโดนปรับทั้งผู้แจ้ง (คุณแม่) และผู้รู้เห็นเป็นใจ (แฟนใหม่ที่ยอมให้ใช้ชื่อ) นอกจากนี้ หากในอนาคตต้องการถอนชื่อแฟนใหม่ออกจากสูติบัตร จะไม่สามารถไปขอยกเลิกที่ว่าการอำเภอได้เฉยๆ แต่จะต้องมีการไปตรวจ DNA เพื่อเป็นหลักฐาน และต้องยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนเท่านั้น ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงค่ะ
ดังนั้นการระบุชื่อบุคคลที่ไม่ใช่บิดาทางสายเลือดลงในสูติบัตร (ใบเกิด) ในทางกฎหมายถือเป็นการ “แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ” ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายตามที่แจ้งไว้ด้านบนค่ะ แม้ในทางปฏิบัติอาจจะมีคนเคยทำ แต่หากในอนาคตเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น คุณกับแฟนใหม่เลิกรากัน หรือพ่อแท้ๆ ของเด็กกลับมาเรียกร้องสิทธิ จะทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากตามมา
2. ผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวในอนาคต
2.1 ประวัติทางการแพทย์ของเด็ก
ปัจจุบันเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า โรคหลายๆอย่างเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และการรักษาโรคบางอย่างจำเป็นต้องทราบประวัติทางพันธุกรรมที่แท้จริง หากข้อมูลคลาดเคลื่อนอาจเป็นอันตรายต่อการวินิจฉัยโรคของลูกในอนาคต เช่น ธาลัสซีเมีย หรือโรคมะเร็งบางอย่าง ดังนั้น หากไม่ได้กรอกข้อมูลที่ถูกต้อง ก็อาจจะทำให้เสียโอกาสในการป้องกัน/รักษา โรคของเด็กคนนั้นๆได้
อ่านเพิ่มเติม : โรคอะไรบ้าง ที่ควรจะรู้ว่าใครเป็นพ่อที่แท้จริงตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์
2.2 ความสัมพันธ์กับครอบครัวแฟน
แม้ว่าแฟนใหม่จะยินยอมให้ใช้ชื่อตนในสูติบัตรของเด็ก แต่หากการกระทำนั้นต้องปิดบังพ่อแม่ของแฟนใหม่ ก็จะเป็นเหมือนระเบิดเวลา หากวันหนึ่งพวกท่านทราบความจริงจากการตรวจ DNA หรือลักษณะทางพันธุกรรม เช่น หน้าตา/สีผิวไม่เหมือนกัน อาจทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กโดยตรง
2.3 สภาพจิตใจของลูก
หากเด็กเติบโตขึ้นและมารู้ความจริงในภายหลังว่าพ่อที่เลี้ยงดูมาไม่ใช่พ่อแท้ๆ และเรื่องนี้ถูกปิดบังมาตลอด อาจสร้างบาดแผลทางจิตใจและทำให้เด็กเกิดปัญหาความไม่ไว้วางใจได้
กรณีที่แฟนใหม่ “ทราบ” ว่าเป็นบุตรของแฟนเก่า
-
เว้นว่างชื่อพ่อในใบเกิด: ในตอนแจ้งเกิด คุณแม่สามารถแจ้งเป็นมารดาเลี้ยงเดี่ยวและเว้นว่างชื่อบิดาไว้ได้ค่ะ นี่เป็นวิธีที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมายที่สุดสำหรับตัวคุณเองและครอบครัวปัจจุบัน
-
การรับบุตรบุญธรรม: หากแฟนใหม่รักคุณและต้องการรับผิดชอบเด็กอย่างเต็มใจ เมื่อเด็กเกิดมาแล้ว แฟนของคุณสามารถทำเรื่อง “จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม” ได้ค่ะ วิธีนี้ถูกต้องตามกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ แฟนของคุณจะมีสิทธิปกครองและดูแลเด็กอย่างถูกต้อง และเป็นการแสดงความจริงใจที่บริสุทธิ์ใจที่สุด
อ่านเพิ่มเติม : คู่มือสำหรับประชาชน : การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม -
เปิดใจคุยกับแฟน: ควรปรึกษากับแฟนใหม่ถึงความเสี่ยงเหล่านี้ และพิจารณาหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการบอกความจริงกับครอบครัวของเขา การเริ่มต้นครอบครัวใหม่บนพื้นฐานของความจริง จะช่วยให้ความสัมพันธ์มั่นคงและไม่ต้องคอยหวาดระแวงในอนาคตค่ะ
กรณีที่แฟนใหม่ “ไม่ทราบ” ว่าเป็นบุตรของแฟนเก่า และเรา “ต้องการ” แจ้งให้แฟนใหม่ทราบ
หากแฟนใหม่ยังไม่ทราบความจริง ทางออกเดียวที่ดีที่สุดและเจ็บปวดน้อยที่สุดในระยะยาวคือ “การบอกความจริงก่อนที่จะมีการแจ้งเกิดเด็ก” ค่ะ เพราะหากปล่อยให้เลยเถิดจนไปแจ้งชื่อเขาในสูติบัตร ปัญหาจะลุกลามใหญ่โตทั้งในแง่กฎหมายและความสัมพันธ์
นี่คือแนวทางและขั้นตอนในการรับมือกับสถานการณ์นี้ค่ะ
1. ทำไมถึง “ต้องบอก” ความจริง?
เพราะความลับไม่มีในโลกค่ะ หากวันหนึ่งเขาทราบความจริง (เช่น จากการตรวจเลือดตอนลูกป่วย, กรุ๊ปเลือดไม่ตรงกัน, หรือหน้าตาเด็กไม่เหมือนเขา) ความรู้สึกผิดหวังจากการ “ถูกหลอก” จะรุนแรงกว่าการบอกความจริงตั้งแต่ตอนนี้หลายเท่า นอกจากนี้ หากปล่อยให้เขาไปแจ้งเกิดว่าเป็นพ่อเด็ก ทั้งตัวคุณแม่และแฟนจะมีความผิดฐานแจ้งข้อมูลเท็จต่อเอกสารราชการทันที
หากเด็กมีโรคทางพันธุกรรม แพทย์จำเป็นต้องทราบประวัติของพ่อแท้ๆ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง การให้ข้อมูลผิดอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็ก หรือในบางกรณีอาจรุนแรงถึงชีวิตเด็กได้
2. วิธีเริ่มต้นพูดคุยและสารภาพความจริง
การคุยเรื่องนี้ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก แนะนำให้เลือกเวลาที่เขาสภาพจิตใจปกติ อยู่ในที่ส่วนตัว และใช้ความจริงใจที่สุดในการขอโทษ โดยไม่โยนความผิดให้สิ่งอื่น
ตัวอย่างการเปิดบทสนทนา:
“ตัวเอง เค้ามีเรื่องสำคัญมากๆ และเป็นเรื่องที่เค้ารู้สึกผิดที่สุดในชีวิตที่ปิดบังตัวเองมาตลอด เค้ากลัวที่จะเสียตัวเองไปเลยไม่กล้าบอก แต่เค้าไม่อยากหลอกตัวเองอีกแล้ว… ลูกในท้องไม่ใช่ลูกของตัวเองนะ แต่เป็นลูกของแฟนเก่าที่ติดมาตั้งแต่ก่อนที่เราจะคบกัน เค้าขอโทษจริงๆ ที่ไม่ยอมบอกตั้งแต่แรก”
หลังจากนั้น ให้อธิบายถึงความกังวลเรื่องข้อกฎหมาย ว่าคุณไม่สามารถให้เขาใส่ชื่อเป็นพ่อในใบเกิดได้ เพราะจะทำให้เขาเสี่ยงมีความผิดทางกฎหมายจากการแจ้งข้อมูลเท็จ
3. ให้เวลาเขา “ช็อก” และ “ตัดสินใจ”
เมื่อเขารับรู้ความจริง เป็นเรื่องปกติที่เขาจะโกรธ เสียใจ สับสน หรือรู้สึกถูกหักหลัง คุณแม่ต้อง น้อมรับทุกความรู้สึกของเขา และให้เวลาเขาได้ถอยกลับไปคิดทบทวนเงียบๆ อย่าเพิ่งบีบคั้นขอคำตอบในทันทีว่าเขาจะเอายังไงต่อ
4. เตรียมรับมือกับผลลัพธ์ 2 ทาง
ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร คุณแม่ต้องเข้มแข็งและเตรียมพร้อมรับมือเพื่อลูกค่ะ
-
กรณีที่ 1: เขาให้อภัยและพร้อมไปต่อ: นี่คือโชคดีที่สุด หากเขายังรักและอยากดูแลเด็ก ให้คุณแม่แจ้งเกิดโดย เว้นว่างชื่อบิดาไว้ (เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว) แล้วเมื่อพร้อม จึงค่อยให้แฟนใหม่ไปทำเรื่อง “รับบุตรบุญธรรม” ตามกฎหมาย เพื่อให้เขามีสิทธิเป็นพ่ออย่างถูกต้องและน่าภาคภูมิใจ
-
กรณีที่ 2: เขารับไม่ได้และขอแยกทาง: เป็นสิทธิของเขาที่คุณแม่ต้องเคารพการตัดสินใจ ในกรณีนี้ คุณแม่ต้องแจ้งเกิดลูกโดยใส่ชื่อตนเองเป็นมารดาเพียงผู้เดียว (เว้นชื่อบิดา) และเตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งในปัจจุบันมีคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เข้มแข็งและเลี้ยงลูกได้ดีมากมายค่ะ
การสารภาพความจริงอาจทำให้เกิดพายุลูกใหญ่ในวันนี้ แต่มันจะเป็นพายุที่พัดผ่านไป ไม่ช้าก็เร็วท้องฟ้าจะเปิดและคุณจะได้เริ่มต้นใหม่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ดีกว่าการสร้างบ้านบนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุในอนาคตนะคะ เป็นกำลังใจให้คุณแม่ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้ค่ะ
กรณีที่แฟนใหม่ “ไม่ทราบ” ว่าเป็นบุตรของแฟนเก่า และเรา “ไม่ต้องการ” แจ้งให้แฟนใหม่ทราบ
เข้าใจสภาวะความกดดันที่คุณแม่กำลังเผชิญอยู่เลยค่ะ ในหลายๆกรณี ความกลัวที่จะสูญเสียความสัมพันธ์ หรือกลัวครอบครัวพังทลาย เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับการตัดสินใจ ดังนั้น เราจึงเห็นว่าหลายๆครอบครัว เลือกที่จะไม่บอกกับแฟนใหม่ตั้งแต่แรก แต่หากคุณแม่เลือกที่จะ “ไม่บอกความจริงกับแฟนใหม่” จะมีสถานการณ์และความเสี่ยงในชีวิตจริงที่คุณแม่ต้องเตรียมรับมือ ดังนี้ค่ะ
1. ด่านแรก: การแจ้งเกิดที่โรงพยาบาล
หากไม่บอกความจริง แฟนใหม่ย่อมเข้าใจว่าเขาคือพ่อของเด็ก และจะยินดีใช้ชื่อตัวเองในการแจ้งเกิด
-
ความเสี่ยงทางกฎหมาย: ทันทีที่เขาเซ็นชื่อในใบแจ้งเกิด ทั้งคุณแม่และแฟนจะเข้าข่ายกระทำความผิดทางกฎหมายฐานแจ้งข้อมูลเท็จต่อเอกสารราชการ (ตามที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้)
-
ทางเลี่ยงที่ยากลำบาก: หากคุณแม่ชิงไปแจ้งเกิดเองแล้ว “เว้นว่างชื่อพ่อ” เพื่อเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย แฟนใหม่และครอบครัวของเขาก็จะต้องตั้งคำถามอย่างแน่นอนว่าทำไมถึงไม่มีชื่อเขา ซึ่งคุณแม่จะต้องหาคำโกหกมาอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอาจสร้างความหวาดระแวงให้เขาได้ในที่สุด
2. ด่านที่สอง: ความลับทางการแพทย์ (กรุ๊ปเลือด)
นี่คือจุดที่ความลับแตกง่ายที่สุด และเกิดขึ้นบ่อยที่สุดตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากโรงพยาบาลค่ะ
-
หากกรุ๊ปเลือดของคุณแม่และแฟนใหม่ ไม่สามารถผสมกันแล้วออกมาเป็นกรุ๊ปเลือดของลูกได้ (เช่น คุณแม่กรุ๊ป O แฟนใหม่กรุ๊ป O แต่ลูกเกิดมาเป็นกรุ๊ป A หรือ B) แพทย์จะทราบทันที และแฟนใหม่ก็จะทราบความจริงในวันนั้นโดยที่คุณแม่ไม่สามารถหาข้อแก้ตัวใดๆ ได้เลย
อ่านเพิ่มเติม : กรุ๊ปเลือดลูกไม่ตรงกับพ่อแม่ เกิดจากอะไร ทำอย่างไรบ้าง
3. ด่านระยะยาว: ระเบิดเวลาในอนาคต
การแบกรับความลับนี้ไว้ หมายถึงคุณแม่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงไปตลอด
-
ลักษณะทางพันธุกรรม: เมื่อเด็กโตขึ้น หน้าตา สีผิว หรือลักษณะโครงสร้างร่างกายบางอย่างอาจฟ้องชัดเจนว่าไม่ใช่ลูกของเขา
-
การตรวจ DNA: ปัจจุบันการตรวจ DNA เข้าถึงง่ายและราคาถูกลงมาก บางครั้งมีความจำเป็นต้องตรวจเพื่อทำธุรกรรม ทำประกัน หรือการขอวีซ่าไปต่างประเทศ หากมีการตรวจเกิดขึ้น ความจริงก็จะปรากฏทันที
-
สุขภาพจิต: ความเครียดจากการต้องคอยปิดบังและระวังคำพูด จะบั่นทอนสุขภาพจิตของคุณแม่ และอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในการเลี้ยงดูลูก
การเริ่มต้นครอบครัวด้วยการปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้ และต้องยอมเสี่ยงทำผิดกฎหมายเพื่อให้ความลับคงอยู่ เป็นการสร้างชีวิตครอบครัวบนรากฐานที่เปราะบางมากค่ะ หากวันหนึ่งเขาจับได้ด้วยตัวเอง ความโกรธและความรู้สึกถูกหักหลังจะรุนแรงกว่าการที่คุณแม่เป็นคนสารภาพด้วยตัวเองหลายเท่า และคนที่น่าสงสารที่สุดในสถานการณ์นั้นคือ “ลูก” ที่อาจจะต้องมารับรู้ว่าความลับเรื่องของเขาเป็นต้นเหตุของความร้าวฉานในครอบครัว
หากคุณแม่ยังไม่กล้าบอกเขาในตอนนี้ ลองถอยออกมาตั้งหลักก่อน ค่อยๆ ทบทวนถึงผลดีผลเสียในระยะยาวอย่างมีสตินะคะ แล้วก็หากตัดสินใจจะแจ้งให้แฟนใหม่ทราบ ก็สามารถทำตามขั้นตอนการบอกแฟนใหม่ด้านบนนี้ได้เลยค่ะ

