Site icon HealthSmile.co.th ตรวจสุขภาพ

ระวัง! ใส่ชื่อคนอื่นเป็นพ่อในสูติบัตรลูก อาจกลายเป็นระเบิดเวลาของครอบครัว

ท้องกับคนอื่น แต่ว่าใส่ชื่อแฟนคนปัจจุบันในสูติบัตร ได้ไหม

ท้องกับคนอื่น แต่ว่าใส่ชื่อแฟนคนปัจจุบันในสูติบัตร ได้ไหม

ท้องกับคนอื่น แต่ว่าใส่ชื่อแฟนคนปัจจุบันในสูติบัตร ได้ไหม

ทางทีมงาน HealthSmile เข้าใจดีค่ะว่าสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก และมีความซับซ้อนทางกฎหมายเป็นอย่างมาก

ในหลายครอบครัว แฟนคนปัจจุบันอาจยินดีรับเด็กเป็นบุตรและยินยอมให้ระบุชื่อตนเองเป็นบิดาในสูติบัตร หรือในบางกรณี แฟนใหม่อาจไม่ทราบความจริงว่าเด็กไม่ใช่สายเลือดของตน จึงดำเนินการจดแจ้งเป็นบิดาไปโดยความเข้าใจผิด

แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด การระบุชื่อบุคคลที่ไม่ใช่บิดาทางสายเลือดลงในใบแจ้งเกิดนั้น มีผลกระทบทางกฎหมายและชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดค่ะ จากประสบการณ์ของ HealthSmile เราพบว่าเคสจำนวนมากที่เข้ามาใช้บริการ ตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดา ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากสถานการณ์ลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

ซึ่งการระบุชื่อบิดาในสูติบัตรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จะส่งผลกระทบที่สำคัญดังต่อไปนี้ค่ะ…

1. ข้อควรระวังทางกฎหมาย ผิดฐานแจ้งความเท็จ

หลายคนอาจคิดว่าแค่ใส่ชื่อลงไปให้ครบๆ คงไม่เป็นไร แต่ในความเป็นจริง สูติบัตรคือเอกสารราชการที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนคนหนึ่ง การระบุข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริงมีผลกระทบตามมามากมายดังนี้

1.1 ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137)

การที่คุณแม่หรือแฟนใหม่ไปแจ้งต่อนายทะเบียนว่าแฟนใหม่คือบิดาผู้ให้กำเนิด ถือเป็นการให้ข้อมูลเท็จแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย มีบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (อ้างอิง1, อ้างอิง2)

1.2 ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ (มาตรา 267)

ความผิดนี้เป็นข้อหาที่หนักขึ้นและตรงกับกรณีนี้มากที่สุด เพราะเป้าหมายของการแจ้งคือการให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อความเท็จนั้นลงในสูติบัตร (เอกสารราชการ) เพื่อใช้เป็นหลักฐาน มีบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (อ้างอิง1, อ้างอิง2)

ข้อควรระวังเพิ่มเติม การแจ้งเกิดเท็จ

ในทางกฎหมายจะเรียกพฤติกรรมนี้ว่าการ “แจ้งเกิดเท็จ” ซึ่งมีความผิดอาญาที่เสี่ยงต่อการติดคุกและโดนปรับทั้งผู้แจ้ง (คุณแม่) และผู้รู้เห็นเป็นใจ (แฟนใหม่ที่ยอมให้ใช้ชื่อ) นอกจากนี้ หากในอนาคตต้องการถอนชื่อแฟนใหม่ออกจากสูติบัตร จะไม่สามารถไปขอยกเลิกที่ว่าการอำเภอได้เฉยๆ แต่จะต้องมีการไปตรวจ DNA เพื่อเป็นหลักฐาน และต้องยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนเท่านั้น ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงค่ะ

ดังนั้นการระบุชื่อบุคคลที่ไม่ใช่บิดาทางสายเลือดลงในสูติบัตร (ใบเกิด) ในทางกฎหมายถือเป็นการ “แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ” ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายตามที่แจ้งไว้ด้านบนค่ะ แม้ในทางปฏิบัติอาจจะมีคนเคยทำ แต่หากในอนาคตเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น คุณกับแฟนใหม่เลิกรากัน หรือพ่อแท้ๆ ของเด็กกลับมาเรียกร้องสิทธิ จะทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากตามมา

หากวันหนึ่งในอนาคต คุณและแฟนใหม่มีเหตุให้ต้องแยกทางกัน การมีชื่อเขาเป็นบิดาในทางกฎหมายจะทำให้เกิดความยุ่งยากอย่างมหาศาล ทั้งในเรื่องสิทธิการปกครองบุตร การจัดการเอกสาร หรือการยินยอมต่างๆ ที่ต้องใช้ลายเซ็นพ่อ
หากในอนาคต พ่อแท้ๆ ทางสายเลือดต้องการกลับมาเรียกร้องสิทธิในตัวเด็ก การมีชื่อบุคคลอื่นสวมรอยอยู่จะนำไปสู่การฟ้องร้องพิสูจน์สายเลือดที่ยืดเยื้อและสร้างความบอบช้ำให้กับทุกฝ่าย

2. ผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวในอนาคต

2.1 ประวัติทางการแพทย์ของเด็ก

ปัจจุบันเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า โรคหลายๆอย่างเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และการรักษาโรคบางอย่างจำเป็นต้องทราบประวัติทางพันธุกรรมที่แท้จริง หากข้อมูลคลาดเคลื่อนอาจเป็นอันตรายต่อการวินิจฉัยโรคของลูกในอนาคต เช่น ธาลัสซีเมีย หรือโรคมะเร็งบางอย่าง ดังนั้น หากไม่ได้กรอกข้อมูลที่ถูกต้อง ก็อาจจะทำให้เสียโอกาสในการป้องกัน/รักษา โรคของเด็กคนนั้นๆได้

อ่านเพิ่มเติม : โรคอะไรบ้าง ที่ควรจะรู้ว่าใครเป็นพ่อที่แท้จริงตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์

2.2 ความสัมพันธ์กับครอบครัวแฟน

แม้ว่าแฟนใหม่จะยินยอมให้ใช้ชื่อตนในสูติบัตรของเด็ก แต่หากการกระทำนั้นต้องปิดบังพ่อแม่ของแฟนใหม่ ก็จะเป็นเหมือนระเบิดเวลา หากวันหนึ่งพวกท่านทราบความจริงจากการตรวจ DNA หรือลักษณะทางพันธุกรรม เช่น หน้าตา/สีผิวไม่เหมือนกัน อาจทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กโดยตรง

2.3 สภาพจิตใจของลูก

หากเด็กเติบโตขึ้นและมารู้ความจริงในภายหลังว่าพ่อที่เลี้ยงดูมาไม่ใช่พ่อแท้ๆ และเรื่องนี้ถูกปิดบังมาตลอด อาจสร้างบาดแผลทางจิตใจและทำให้เด็กเกิดปัญหาความไม่ไว้วางใจได้


กรณีที่แฟนใหม่ “ทราบ” ว่าเป็นบุตรของแฟนเก่า

  1. เว้นว่างชื่อพ่อในใบเกิด: ในตอนแจ้งเกิด คุณแม่สามารถแจ้งเป็นมารดาเลี้ยงเดี่ยวและเว้นว่างชื่อบิดาไว้ได้ค่ะ นี่เป็นวิธีที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมายที่สุดสำหรับตัวคุณเองและครอบครัวปัจจุบัน

  2. การรับบุตรบุญธรรม: หากแฟนใหม่รักคุณและต้องการรับผิดชอบเด็กอย่างเต็มใจ เมื่อเด็กเกิดมาแล้ว แฟนของคุณสามารถทำเรื่อง “จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม” ได้ค่ะ วิธีนี้ถูกต้องตามกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ แฟนของคุณจะมีสิทธิปกครองและดูแลเด็กอย่างถูกต้อง และเป็นการแสดงความจริงใจที่บริสุทธิ์ใจที่สุด
    อ่านเพิ่มเติม : คู่มือสำหรับประชาชน : การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม

  3. เปิดใจคุยกับแฟน: ควรปรึกษากับแฟนใหม่ถึงความเสี่ยงเหล่านี้ และพิจารณาหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการบอกความจริงกับครอบครัวของเขา การเริ่มต้นครอบครัวใหม่บนพื้นฐานของความจริง จะช่วยให้ความสัมพันธ์มั่นคงและไม่ต้องคอยหวาดระแวงในอนาคตค่ะ


กรณีที่แฟนใหม่ “ไม่ทราบ” ว่าเป็นบุตรของแฟนเก่า และเรา “ต้องการ” แจ้งให้แฟนใหม่ทราบ

หากแฟนใหม่ยังไม่ทราบความจริง ทางออกเดียวที่ดีที่สุดและเจ็บปวดน้อยที่สุดในระยะยาวคือ “การบอกความจริงก่อนที่จะมีการแจ้งเกิดเด็ก” ค่ะ เพราะหากปล่อยให้เลยเถิดจนไปแจ้งชื่อเขาในสูติบัตร ปัญหาจะลุกลามใหญ่โตทั้งในแง่กฎหมายและความสัมพันธ์

นี่คือแนวทางและขั้นตอนในการรับมือกับสถานการณ์นี้ค่ะ

1. ทำไมถึง “ต้องบอก” ความจริง?

เพราะความลับไม่มีในโลกค่ะ หากวันหนึ่งเขาทราบความจริง (เช่น จากการตรวจเลือดตอนลูกป่วย, กรุ๊ปเลือดไม่ตรงกัน, หรือหน้าตาเด็กไม่เหมือนเขา) ความรู้สึกผิดหวังจากการ “ถูกหลอก” จะรุนแรงกว่าการบอกความจริงตั้งแต่ตอนนี้หลายเท่า นอกจากนี้ หากปล่อยให้เขาไปแจ้งเกิดว่าเป็นพ่อเด็ก ทั้งตัวคุณแม่และแฟนจะมีความผิดฐานแจ้งข้อมูลเท็จต่อเอกสารราชการทันที

หากเด็กมีโรคทางพันธุกรรม แพทย์จำเป็นต้องทราบประวัติของพ่อแท้ๆ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง การให้ข้อมูลผิดอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็ก หรือในบางกรณีอาจรุนแรงถึงชีวิตเด็กได้

2. วิธีเริ่มต้นพูดคุยและสารภาพความจริง

การคุยเรื่องนี้ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก แนะนำให้เลือกเวลาที่เขาสภาพจิตใจปกติ อยู่ในที่ส่วนตัว และใช้ความจริงใจที่สุดในการขอโทษ โดยไม่โยนความผิดให้สิ่งอื่น

ตัวอย่างการเปิดบทสนทนา:

“ตัวเอง เค้ามีเรื่องสำคัญมากๆ และเป็นเรื่องที่เค้ารู้สึกผิดที่สุดในชีวิตที่ปิดบังตัวเองมาตลอด เค้ากลัวที่จะเสียตัวเองไปเลยไม่กล้าบอก แต่เค้าไม่อยากหลอกตัวเองอีกแล้ว… ลูกในท้องไม่ใช่ลูกของตัวเองนะ แต่เป็นลูกของแฟนเก่าที่ติดมาตั้งแต่ก่อนที่เราจะคบกัน เค้าขอโทษจริงๆ ที่ไม่ยอมบอกตั้งแต่แรก”

หลังจากนั้น ให้อธิบายถึงความกังวลเรื่องข้อกฎหมาย ว่าคุณไม่สามารถให้เขาใส่ชื่อเป็นพ่อในใบเกิดได้ เพราะจะทำให้เขาเสี่ยงมีความผิดทางกฎหมายจากการแจ้งข้อมูลเท็จ

3. ให้เวลาเขา “ช็อก” และ “ตัดสินใจ”

เมื่อเขารับรู้ความจริง เป็นเรื่องปกติที่เขาจะโกรธ เสียใจ สับสน หรือรู้สึกถูกหักหลัง คุณแม่ต้อง น้อมรับทุกความรู้สึกของเขา และให้เวลาเขาได้ถอยกลับไปคิดทบทวนเงียบๆ อย่าเพิ่งบีบคั้นขอคำตอบในทันทีว่าเขาจะเอายังไงต่อ

4. เตรียมรับมือกับผลลัพธ์ 2 ทาง

ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร คุณแม่ต้องเข้มแข็งและเตรียมพร้อมรับมือเพื่อลูกค่ะ

การสารภาพความจริงอาจทำให้เกิดพายุลูกใหญ่ในวันนี้ แต่มันจะเป็นพายุที่พัดผ่านไป ไม่ช้าก็เร็วท้องฟ้าจะเปิดและคุณจะได้เริ่มต้นใหม่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ดีกว่าการสร้างบ้านบนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุในอนาคตนะคะ เป็นกำลังใจให้คุณแม่ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้ค่ะ


กรณีที่แฟนใหม่ “ไม่ทราบ” ว่าเป็นบุตรของแฟนเก่า และเรา “ไม่ต้องการ” แจ้งให้แฟนใหม่ทราบ

เข้าใจสภาวะความกดดันที่คุณแม่กำลังเผชิญอยู่เลยค่ะ ในหลายๆกรณี ความกลัวที่จะสูญเสียความสัมพันธ์ หรือกลัวครอบครัวพังทลาย เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับการตัดสินใจ ดังนั้น เราจึงเห็นว่าหลายๆครอบครัว เลือกที่จะไม่บอกกับแฟนใหม่ตั้งแต่แรก แต่หากคุณแม่เลือกที่จะ “ไม่บอกความจริงกับแฟนใหม่” จะมีสถานการณ์และความเสี่ยงในชีวิตจริงที่คุณแม่ต้องเตรียมรับมือ ดังนี้ค่ะ

1. ด่านแรก: การแจ้งเกิดที่โรงพยาบาล

หากไม่บอกความจริง แฟนใหม่ย่อมเข้าใจว่าเขาคือพ่อของเด็ก และจะยินดีใช้ชื่อตัวเองในการแจ้งเกิด

2. ด่านที่สอง: ความลับทางการแพทย์ (กรุ๊ปเลือด)

นี่คือจุดที่ความลับแตกง่ายที่สุด และเกิดขึ้นบ่อยที่สุดตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากโรงพยาบาลค่ะ

3. ด่านระยะยาว: ระเบิดเวลาในอนาคต

การแบกรับความลับนี้ไว้ หมายถึงคุณแม่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงไปตลอด

การเริ่มต้นครอบครัวด้วยการปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้ และต้องยอมเสี่ยงทำผิดกฎหมายเพื่อให้ความลับคงอยู่ เป็นการสร้างชีวิตครอบครัวบนรากฐานที่เปราะบางมากค่ะ หากวันหนึ่งเขาจับได้ด้วยตัวเอง ความโกรธและความรู้สึกถูกหักหลังจะรุนแรงกว่าการที่คุณแม่เป็นคนสารภาพด้วยตัวเองหลายเท่า และคนที่น่าสงสารที่สุดในสถานการณ์นั้นคือ “ลูก” ที่อาจจะต้องมารับรู้ว่าความลับเรื่องของเขาเป็นต้นเหตุของความร้าวฉานในครอบครัว

หากคุณแม่ยังไม่กล้าบอกเขาในตอนนี้ ลองถอยออกมาตั้งหลักก่อน ค่อยๆ ทบทวนถึงผลดีผลเสียในระยะยาวอย่างมีสตินะคะ แล้วก็หากตัดสินใจจะแจ้งให้แฟนใหม่ทราบ ก็สามารถทำตามขั้นตอนการบอกแฟนใหม่ด้านบนนี้ได้เลยค่ะ


สรุป

การสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ได้เริ่มต้นจากหน้ากระดาษสูติบัตรที่เติมเต็มด้วยการปิดบัง แต่เริ่มต้นจากความรักที่ตั้งอยู่บนความถูกต้องและซื่อสัตย์ การเลือกใช้วิธี “รับบุตรบุญธรรม” จึงเป็นการแสดงออกถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันคือการปกป้องเด็ก ปกป้องคนรัก และปกป้องอนาคตของครอบครัวให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยอย่างแท้จริงค่ะ
Exit mobile version