Site icon HealthSmile.co.th ตรวจสุขภาพ

วิธีอ่านผลตรวจ DNA ความเป็นพ่อลูกระหว่างตั้งครรภ์ NIPPT (Non-invasive prenatal paternity test)

วิธีอ่านผลตรวจความเป็นบิดา ระหว่างตั้งครรภ์

วิธีอ่านผลตรวจความเป็นบิดา ระหว่างตั้งครรภ์

วิธีอ่านผลตรวจ DNA ความเป็นพ่อระหว่างตั้งครรภ์ (NIPPT)

เฮลท์สไมล์ และศูนย์บริการในเครือข่าย ส่งตรวจ DNA หาความเป็นพ่อ-ลูก โดยความร่วมมือระหว่าง Nexvia (ประเทศเกาหลีใต้) และ Vangene (เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อแก่ทารกในครรภ์ โดยจะแจ้งผลการตรวจผ่านทางออนไลน์ทันทีที่ผลออก (ภายใน 7 ถึง 14 วัน) และมีแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถต้านการให้คำแนะนำทางเวชศาสตร์จีโนม เป็นผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผลตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดาระหว่างตั้งครรภ์ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า NIPPT (Non-Invasive Prenatal Paternity Test)

สำหรับบทความนี้จะมาสอน วิธีอ่านผลตรวจ DNA ความเป็นพ่อลูก ระหว่างที่ทารกยังอยู่ในครรภ์

อ่านเพิ่มเติม : วิธีตรวจ DNA ความเป็นพ่อลูก มีกี่วิธี ข้อดี/ข้อเสียของการตรวจความเป็นพ่อลูก

ภาพรวมรายงานผลการทดสอบ DNA หาความเป็นพ่อ-ลูก

ตัวอย่างผลตรวจ NIPPT ตรวจ DNA พ่อลูกระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ใช่บิดาและบุตร

ตัวอย่างผลตรวจ NIPPT ตรวจ DNA พ่อลูกระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ใช่บิดาและบุตร

ตัวอย่างผลตรวจ NIPPT ตรวจ DNA พ่อลูกระหว่างตั้งครรภ์ เป็นบิดาและบุตร

คู่มือการอ่านผลตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาขณะตั้งครรภ์ (Non-Invasive Prenatal Paternity Test – NIPPT)

การตรวจ NIPPT คือการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างบิดาและทารกในครรภ์ โดยใช้เลือดของมารดาซึ่งจะมี DNA ของทารกปะปนอยู่ มาเปรียบเทียบกับ DNA ของผู้ที่คาดว่าเป็นบิดา วิธีนี้เรียกว่า Non-Invasive Prenatal Paternity Test (NIPP) ซึ่งเป็นการตรวจที่ปลอดภัย ไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำ เพียงแค่เจาะเลือดแม่และเก็บตัวอย่างเยื่อบุบพุ้งแก้มของพ่อที่สงสัยก็สามารถรู้ผลได้

บทความนี้จะสอนวิธีทำความเข้าใจรายงานผลตรวจแต่ละส่วนอย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถทำความเข้าใจศัพท์ทางการแพทย์และตัวเลขต่างๆ ได้ด้วยตนเอง สามารถอ่านและแปลผลได้อย่างถูกต้อง

หน้าที่ 1

ส่วนที่ 1: ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลตัวอย่าง (Sample Information)

non invasive paternity test ส่วนที่ 1

ส่วนแรกของใบรายงานผลจะระบุข้อมูลพื้นฐานของการเข้ารับบริการ ซึ่งมีความสำคัญมากในการตรวจสอบความถูกต้องของตัวบุคคลและระยะเวลาในการดำเนินการ

วันที่ต่างๆ (Dates)

จะมีการระบุ Collection Date (วันที่เก็บตัวอย่าง), Received Date (วันที่ห้องปฏิบัติการได้รับตัวอย่าง) และ Report Date (วันที่ออกรายงานผล) การตรวจสอบวันที่เหล่านี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าตัวอย่างไม่ได้ตกค้างหรือเสื่อมสภาพก่อนการตรวจ

ข้อมูลผู้เข้ารับการตรวจ (Customer Name)

ในการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา ขณะตั้งครรภ์ จะต้องมีผู้เข้ารับการตรวจ 2 ท่าน ได้แก่

มารดา (Maternal) ชนิดของตัวอย่างที่ส่งตรวจคือ “เลือด (Blood)” เนื่องจากในเลือดของแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ จะมีชิ้นส่วน DNA ของทารกปะปนอยู่

ผู้ที่คาดว่าเป็นบิดา (Alleged Father) ชนิดของตัวอย่างที่ใช้เก็บ DNA จากฝ่ายชาย จะมีได้หลายอย่าง ในเอกสารตัวอย่างนี้คือ “ไม้ป้ายกระพุ้งแก้ม (Swab)” ซึ่งเป็นวิธีเก็บ DNA ที่ง่ายและไม่เจ็บปวด

สามารถอ่านบทความ เก็บตัวอย่าง DNA จากอะไรได้บ้าง เพิ่มเติมได้ทีี่นี่


ส่วนที่ 2: สรุปผลการตรวจ (Test Result)

ข้อที่ 1 : Conclusion

non invasive paternity test ส่วนที่ 2 ข้อ 1 conclusion

ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องการทราบ โดยปกติจะถูกเขียนไว้ให้เห็นชัดเจน โดยผลตรวจจะออกเป็นได้สองลักษณะ ได้แก่

  • “It is concluded that ‘Name‘ is NOT the biological father of the fetus.”
    แปลได้ว่า “สรุปได้ว่าคุณ ‘ชื่อของผู้ที่คาดว่าเป็นบิดา‘ ไม่ใช่บิดาทางสายเลือดของทารกในครรภ์
  • “It is concluded that ‘Name‘ is the biological father of the fetus.”
    แปลได้ว่า “สรุปได้ว่าคุณ ‘ชื่อของผู้ที่คาดว่าเป็นบิดา‘ เป็นบิดาทางสายเลือดของทารกในครรภ์”

นอกจากประโยคสรุปแล้ว จะมีตัวเลข 3 ค่าที่ใช้ยืนยันผลทางการแพทย์ ได้แก่:

1. Fetal Fraction (ปริมาณ DNA ของทารกที่ลอยอยู่ในเลือดของมารดา)

ในตัวอย่างระบุค่า เป็น%

ค่านี้หมายความว่า ในเลือดของแม่ที่ดูดออกมาตรวจนั้น มี DNA ของทารกปะปนอยู่เป็นจำนวนกี่% ซึ่งโดยทั่วไปห้องปฏิบัติการต้องการค่านี้อย่างน้อย 3-4% ขึ้นไปเพื่อให้ผลการตรวจมีความแม่นยำ ดังนั้นหากได้ค่าที่มากกว่า 4% จะถือว่ามีปริมาณ DNA ของเด็กมากพอที่จะวิเคราะห์ได้อย่างสมบูรณ์

แต่กรณีที่ค่านี้น้อยกว่า 4% ทางบริษัทจะไม่รายงานผล และขอให้เจาะเลือดของมารดาตรวจซ้ำ ทั้งนี้ทาง HealthSmile ให้บริการตรวจซ้ำในกรณีนี้ฟรี โดยไม่มีค่าบริการและค่าใช้จ่ายอื่นใดเพิ่มเติม

2. Cumulative Paternity Index หรือ CPI (ดัชนีความเป็นบิดาสะสม)

ค่า CPI คือตัวเลขทางสถิติที่บอกว่า ผู้ชายคนนี้มีโอกาสเป็นพ่อมากกว่าผู้ชายสุ่มทั่วไปกี่เท่า หากเขาเป็นพ่อจริง ค่านี้จะต้องสูงมาก

  • กรณีระบุค่า <0.0001 แสดงว่า โอกาสเป็นบิดาน้อยมาก หรือแปลได้ว่า ไม่ใช่บิดาทางสายเลือดของทารกในครรภ์
  • กรณีระบุค่า >10,000 แสดงว่า โอกาสเป็นบิดาสูงมาก หรือแปลได้ว่า เป็นบิดาทางสายเลือดของทารกในครรภ์

3. Probability of Paternity (ความน่าจะเป็นในการเป็นบิดา)

คือการแปลงค่า CPI ให้กลายเป็นเปอร์เซ็นต์

หากผลออกมาว่า “เป็นพ่อ” ค่านี้มักจะสูงถึง >99.99% แต่ในกรณีที่ได้ค่าน้อยกว่า 0.01% ซึ่งในทางการแพทย์และทางสถิติถือว่าคือ 0% หรือ “ปฏิเสธความเป็นบิดา” โดยสิ้นเชิง

เราไม่สามารถรายงานผลได้ว่า 100% เนื่องจากทางการแพทย์ 100% คือการที่เราจะต้องตรวจผู้ชายทุกคน ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้

ข้อที่ 2: Interpretation

non invasive paternity test ส่วนที่ 2 ข้อ 2 interpretation

ในส่วนนี้ รายงานจะอธิบายเหตุผลเบื้องหลังตัวเลขในข้อที่ 1 ให้เข้าใจมากขึ้น โดยมีการอ้างอิงถึงเทคโนโลยีที่ใช้:

การตรวจนี้ใช้วิธีวิเคราะห์ตำแหน่งของยีนที่เรียกว่า SNP (Single Nucleotide Polymorphism) จำนวนมากถึง 40,000 ตำแหน่ง (SNP เปรียบเสมือนจุดสังเกตบนสาย DNA ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล)

เทคโนโลยีที่ใช้คือ NGS (Next-Generation Sequencing) ซึ่งเป็นเครื่องอ่านรหัสพันธุกรรมขั้นสูงที่แม่นยำ และมีความรวดเร็วในการอ่านผล

รายงานจะสรุปว่า หลังจากนำ DNA ของเด็กที่อยู่ในเลือดแม่ มาเทียบกับ DNA ของชายที่สงสัยผ่าน 40,000 ตำแหน่งแล้ว

  • “ไม่พบความสัมพันธ์ฉันท์บิดา (no paternity relationship was found)” จึงใช้คำยืนยันทางพันธุศาสตร์ว่า “EXCLUDED” (ถูกตัดออกจากการเป็นบิดา)
  • “พบความสัมพันธ์ฉันท์บิดา (the paternity relationship was confirmed)” จึงใช้คำยืนยันทางพันธุศาสตร์ว่า “CONFIRMED” (ยืนยันการเป็นบิดา)

ข้อที่ 3: วิธีการและขั้นตอนการทดสอบ (Test Method and Procedures)

non invasive paternity test ส่วนที่ 2 ข้อ 3 Test Method and Procedures

หัวข้อนี้มักจะเขียนไว้เพื่อยืนยันมาตรฐานของห้องปฏิบัติการ สำหรับประชาชนทั่วไป อาจจะดูเป็นศัพท์เฉพาะทาง แต่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้:

หลักการตรวจ:

ค้นหา DNA อิสระของทารก (cfDNA หรือ cell-free DNA) ที่ลอยอยู่ในน้ำเลือดของแม่ (maternal plasma) เพื่อนำมาเทียบกับโปรไฟล์ DNA ของพ่อ

ขั้นตอนที่ 1: DNA extraction (การสกัด DNA) เป็นการแยกเอาเฉพาะ DNA ออกมาจากเลือดและกระพุ้งแก้ม

ขั้นตอนที่ 2: DNA library construction การเตรียม DNA ให้พร้อมสำหรับการอ่านรหัส เหมือนการจัดเรียงหน้าหนังสือ

ขั้นตอนที่ 3: Target regions capture การใช้ตัวจับ (probe) ดึงเฉพาะตำแหน่งยีน 40,000 จุด (SNP) ที่เราต้องการวิเคราะห์ออกมา

ขั้นตอนที่ 4: DNA Sequencing นำเข้าเครื่อง Bioelectron-Seq4000 เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมและเทียบจุดต่อจุด

ข้อที่ 4: ข้อควรระวังและหมายเหตุ (Notes)

non invasive paternity test ส่วนที่ 2 ข้อ 4-1 Notes

non invasive paternity test ส่วนที่ 2 ข้อ 4-2 Notes

เอกสารทางการแพทย์ที่ดีจะต้องมีข้อจำกัดแจ้งให้ผู้รับบริการทราบเสมอ ซึ่งในใบรายงานนี้ระบุไว้ 3 ข้อหลักๆ ดังนี้

  1. รายงานฉบับนี้เป็นผลสำหรับตัวอย่างที่ส่งมาตรวจเท่านั้น และใช้เพื่อให้คำแนะนำเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือดแบบส่วนตัวแก่ลูกค้าเท่านั้น
    ทางบริษัท/ห้องปฏิบัติการจะไม่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจใดๆ ของลูกค้าหรือผู้ที่ได้รับการทดสอบที่มีชื่อในรายงาน และจะไม่รับผิดชอบต่อผลที่ตามมาจากการดำเนินการทางการแพทย์ จิตวิญญาณ เศรษฐกิจ หรือทางกฎหมายใดๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้
    รายงานฉบับนี้ไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ บุคคลหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้จัดการกับตัวอย่างและผู้ทำการทดสอบ จะไม่รับผิดชอบทางกฎหมายหรือทางการเงินใดๆ ทั้งสิ้น
  2. ยังคงมีโอกาสเล็กน้อย ที่จะเกิดผลลบลวง (False-negative) หรือผลบวกลวง (False-positive) เนื่องจากขีดจำกัดในการตรวจจับของเทคโนโลยีระดับโมเลกุลทางการแพทย์ในปัจจุบัน และเนื่องจากความแตกต่างของแต่ละบุคคลที่เข้ารับการทดสอบ แม้จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้ทดสอบได้ปฏิบัติหน้าที่ในการทดสอบอย่างซื่อสัตย์และเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนการทดสอบที่เข้มงวดแล้วก็ตาม
  3. ผู้ที่เข้ารับการทดสอบควรให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และมีรายละเอียดชัดเจน บุคคลหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้จัดการกับตัวอย่างและผู้ทำการทดสอบ จะไม่รับผิดชอบต่อการหยุดชะงักในการทดสอบ หรือผลการทดสอบที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเกิดจากการให้ข้อมูลเท็จโดยผู้เข้ารับการทดสอบ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

หรือแปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ

1. ด้านกฎหมาย

1.1 เมื่อผลออกมาแล้ว อาจจะถูกใจบางคน หรือไม่ถูกใจบางคน ทางศูนย์แลปก็จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดจากการรับทราบผลตรวจนี้ เช่น หากรู้ผลแล้วเกิดการฟ้องร้องกัน หรือทำให้เสียใจมาก ทางผู้ที่รับผลตรวจก็จะไม่สามารถเอาผิดกับทางศูนย์แลปหรือบริษัทได้
1.2 ผลตรวจไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่อยู่ในผลตรวจสามารถช่วยประกอบเกี่ยวกับขั้นตอนดำเนินการต่างๆได้

2. มีโอกาสผิดพลาดทางสถิติ

แม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัยเพียงใด แต่ก็ยังมีโอกาสน้อยมากๆ (very small probability) ที่จะเกิดผลบวกลวง (False-positive) หรือผลลบลวง (False-negative) จากข้อจำกัดทางเทคโนโลยีชีวโมเลกุลในปัจจุบัน

3. ความถูกต้องของข้อมูล

หากมีการให้ข้อมูลเท็จ (เช่น เอาตัวอย่างคนอื่นมาสวมรอย) ทางแล็บจะไม่รับผิดชอบต่อผลที่คลาดเคลื่อน


ส่วนที่ 3: ตารางข้อมูลดีเอ็นเอเชิงลึก (Table 1: SNP Information)

non invasive paternity test ส่วนที่ 3 ตารางข้อมูลดีเอ็นเอเชิงลึก mismatch

non invasive paternity test ส่วนที่ 3 ตารางข้อมูลดีเอ็นเอเชิงลึก match

ส่วนที่เป็นตารางนี้คือ “ตารางข้อมูลดิบ” ที่เปิดเผยตัวอักษรทางพันธุกรรม ซึ่งอาจจะยาวหลายหน้า ในตัวอย่างนี้ เราจะมาเรียนรู้วิธีอ่านตารางนี้กัน

ตารางนี้จะประกอบด้วยคอลัมน์ต่างๆ คือ ลำดับ (NO.), โครโมโซมที่ (Chromosome), รูปแบบยีนของแม่ (Maternal genotype), รูปแบบยีนของเด็ก (Fetal genotype), รูปแบบยีนของพ่อ (Paternal genotype) และ ผลการเทียบ (Match or Mismatch)

หลักการพื้นฐานของพันธุกรรม

มนุษย์ทุกคนจะมียีนตัวอักษร 2 ตัวคู่กัน (เช่น G/G, A/A, T/C) โดยตัวอักษรหนึ่งได้รับมาจากแม่ และอีกตัวอักษรหนึ่งได้รับมาจากพ่อแท้ๆ

ยกตัวอย่างจากรูปแรก (NO. 8 บนโครโมโซมคู่ที่ 1)

แม่มีรหัส (Maternal) G/G (แม่ต้องส่งตัว G ให้ลูกแน่นอน 1 ตัว)

เด็กมีรหัส (Fetal) G/G (เด็กได้ G จากแม่มาแล้ว 1 ตัว ดังนั้น G อีกตัวของเด็ก ต้องมาจากพ่อแท้ๆ)

ผู้ชายที่มาตรวจมีรหัส (Paternal) A/A (ผู้ชายคนนี้มีแต่ตัว A เขาจะสามารถถ่ายทอดให้ลูกได้แค่ตัว A เท่านั้น)

ผลลัพธ์ = Mismatch เพราะเด็กต้องการตัว G จากพ่อ แต่ผู้ชายคนนี้มีแต่ตัว A จึงไม่สามารถเป็นพ่อของเด็กได้ ระบบจึงขึ้นคำว่า “Mismatch” (ไม่ตรงกัน)

ยกตัวอย่างจากรูปที่สอง (NO. 492 บนโครโมโซมคู่ที่ 1)

แม่มีรหัส (Maternal) T/T (แม่ต้องส่งตัว T ให้ลูกแน่นอน 1 ตัว)

เด็กมีรหัส (Fetal) T/G (เด็กได้ T จากแม่มาแล้ว 1 ตัว ดังนั้น G อีกตัวของเด็ก ต้องมาจากพ่อแท้ๆ)

ผู้ชายที่มาตรวจมีรหัส (Paternal) G/G (ผู้ชายคนนี้มีแต่ตัว G เขาจะสามารถถ่ายทอดให้ลูกได้แค่ตัว G เท่านั้น)

ผลลัพธ์ = Match เพราะเด็กต้องการตัว G จากพ่อ และตัว T จากแม่ ซึ่งทั้งพ่อและแม่มี ดังนั้นจึงรายงานผลเป็น “Match” (ตรงกัน)

ตารางนี้หากคุณกวาดสายตาดูที่คอลัมน์ขวาสุด แล้วเห็นคำว่า “Mismatch” ปรากฏอยู่เต็มไปหมดในทุกๆ โครโมโซม ในทางวิทยาศาสตร์ ก็แปลว่าไม่น่าจะเป็นพ่อของเด็กในครรภ์

หากผู้ชายคนนั้นเป็นพ่อของเด็กจริงๆ คอลัมน์ขวาสุดจะต้องเป็นคำว่า “Match” ทั้งหมด หรืออาจจะมี Mismatch ได้น้อยมากๆ จากการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ (Mutation)


ส่วนที่ 4: รายชื่อผู้รับผิดชอบผลตรวจ

non invasive paternity test ส่วนที่ 4 รายชื่อผู้รับผิดชอบผลตรวจ

การลงชื่อผู้รับผิดชอบ และนักเทคนิคการแพทย์ท้ายใบรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่มีความหมายอย่างยิ่ง เพื่อยืนยันความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์

ซึ่งลายเซ็นนี้จะเป็นช่วยยืนยันว่าสิ่งส่งตรวจ เช่น เลือด และ DNA ที่เก็บมานั้นได้ผ่านกระบวนการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย มีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของสภาวะก่อนการตรวจ ระหว่างการตรวจ และหลังการตรวจแล็บตามมาตรฐานวิชาชีพทุกประการ

สรุป

การอ่านรายงานผล NIPP แม้จะดูมีศัพท์เทคนิคมากมาย แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การดูสรุปผล (Conclusion) หากระบุว่า “EXCLUDED” พร้อมกับมีค่า Probability of Paternity <0.01% และเต็มไปด้วยตารางคำว่า “Mismatch” ก็สามารถฟันธงได้ทันทีว่าปฏิเสธความเป็นบิดา อย่างไรก็ตาม หากผู้เข้ารับการตรวจมีความกังวลหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการทดสอบ ควรนำรายงานฉบับนี้ไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์เพื่อรับคำอธิบายที่กระจ่างชัดที่สุดครับ

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ผลการตรวจ มีความไม่ตรงกันในตำแหน่งหนึ่งระหว่างผู้ที่อาจเป็นพ่อและลูก แต่ความน่าจะเป็นของการเป็นพ่อมีมากกว่า 99% เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ตอบ : มีโอกาสสูงที่รหัสพันธุกรรมของเด็กหรือผู้ที่อาจเป็นพ่ออาจจะมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งนั้น นักวิเคราะห์จะคำนึงถึงการกลายพันธุ์เมื่อทำการคำนวณและสรุปผล ดังนั้น แม้ว่าจะมีความไม่ตรงกันบ้างเล็กน้อย แต่หากส่วนอื่นตรงกันแทบทั้งหมด ผู้ชายคนนั้นก็ยังถือว่าเป็นพ่อทางสายเลือดของเด็กที่ทดสอบได้

ถาม: ผลการทดสอบความเป็นบิดา มีความผิดพลาดได้หรือไม่

ตอบ: ในทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ผลการทดสอบยังคงมีโอกาสผิดพลาดได้ แม้จะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากๆ ก็ตาม

ความผิดพลาดนี้สามารถเกิดได้ 2 รูปแบบ คือ ผลบวกลวง (False-positive: แจ้งว่าเป็นพ่อ ทั้งที่ไม่ได้เป็น) และ ผลลบลวง (False-negative: แจ้งว่าไม่ได้เป็นพ่อ ทั้งที่เป็น) โดยสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน มีดังนี้

1. ปัจจัยทางชีววิทยาและพันธุกรรม (Biological Factors) เช่น แฝดแท้หรือญาติสายตรง, ภาวะไคเมอริซึม (Chimerism), การกลายพันธุ์ของยีน (Mutation)

2. ปัจจัยทางเทคนิคและกระบวนการ (Technical & Process Errors) เช่น การปนเปื้อนของตัวอย่าง (Contamination), การติดฉลากหรือสลับหลอดผิด (Clerical/Labeling Errors): เป็นความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ซึ่งทาง HealthSmile มีกระบวนการป้องกันและตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มงวด

3. ปัจจัยจากผู้เข้ารับการทดสอบ (Human Fraud) เช่น การสวมรอยหรือให้ข้อมูลเท็จ, จงใจนำตัวอย่างของบุคคลอื่นมาส่งตรวจแทน เป็นต้น

ถาม: ทำไมความน่าจะเป็นในการเป็นพ่อไม่เป็น 100%

ตอบ :ไม่สามารถรายงานผลเป็น 100% ได้ เนื่องจากผลการทดสอบ DNA เป็นการคำนวณจากค่าสถิติเท่านั้น พูดอย่างง่ายๆ ก็คือ หากต้องการความน่าจะเป็น 100% เราจะต้องทดสอบผู้ชายทุกคนในโลกที่มีภูมิหลังทางชาติพันธุ์คล้ายกับผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อที่ถูกทดสอบ และนั่นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรายงานผลเป็น 100%

เฮลท์สไมล์ ให้บริการตรวจความเป็นพ่อลูกระหว่างการตั้งครรภ์ บริการถึงบ้านทั่วประเทศ
สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ LINE ID : @HealthSmile

Exit mobile version