ประวัติศาสตร์ของการพิสูจน์ความเป็นบิดา (Paternity Testing) ก่อนยุคของการตรวจ DNA เป็นวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ ในอดีตวงการแพทย์และนิติวิทยาศาสตร์ต้องพึ่งพาวิธีการที่เน้น “การตัดผู้ที่ไม่ใช่บิดาออก” (Exclusion) มากกว่า “การยืนยันตัวตนว่าเป็นบิดาจริง” (Inclusion) อย่างแน่ชัดเหมือนในปัจจุบัน
บทความนี้ จะกล่าวถึงยุคสมัย ที่สัมพันธ์กับการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีความแม่นยำของการตรวจมากกว่า 99.99% เป็น 5 ยุค ได้แก่
- ยุคแห่งการสังเกตุลักษณะทางกายภาพภายนอก (Anthropometry & Phenotypes)
- ยุคของการตรวจหมู่เลือดระบบ ABO (ฺBlood group testing)
- ยุคของการตรวจเอนไซม์และโปรตีนในเลือด (Enzymatic and protein testing)
- ยุคของการตรวจ HLA (Human Leukocyte Antigen) Typing
- ยุคแห่งการตรวจ DNA
1. ยุคแห่งการสังเกตลักษณะทางกายภาพภายนอก (Anthropometry & Phenotypes)
ก่อนศตวรรษที่ 20 ด้านวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้มีวิวัฒนาการมากนัก การตัดสินความเป็นบิดา จึงใช้การตัดสินอาศัยการสังเกตลักษณะภายนอกที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Mendelian traits) เป็นหลัก
-
การเทียบเคียงลักษณะ: แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะสังเกตลักษณะ”สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” ที่เป็นลักษณะจากยีนเด่นและลักษณะยีนด้อย เช่น สีตา สีผม ลักษณะติ่งหู หรือแนวผม (Widow’s peak)
-
ข้อจำกัด: วิธีนี้ใช้ความเห็นส่วนตัว (อัตวิสัย : Subjective) สูงมาก แม้จะอิงตามหลักพันธุศาสตร์เบื้องต้น แต่ก็ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานที่หนักแน่นพอในทางกฎหมายได้ เพราะเด็กอาจได้รับลักษณะด้อยที่แฝงอยู่ในรุ่นปู่ย่าตายายมาปรากฏในรุ่นตัวเองได้
1.1 การประเมินจากฟีโนไทป์ (Phenotypes: ลักษณะที่ปรากฏ)
ฟีโนไทป์คือลักษณะทางกายภาพที่แสดงออกมาซึ่งเป็นผลจากการแสดงออกของยีน (ตามหลักพันธุศาสตร์ของเมนเดล – Mendelian inheritance) ในยุคนั้น แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะทำตารางเปรียบเทียบลักษณะทางกายภาพระหว่าง แม่ เด็ก และชายผู้ต้องสงสัย ลักษณะที่นิยมนำมาพิจารณา ได้แก่:
-
-
สีตาและสีผม: เป็นลักษณะพื้นฐานที่สุดในการประเมินเบื้องต้น เช่น หากทั้งพ่อและแม่ตาสีฟ้า (ซึ่งถือเป็นลักษณะที่ควบคุมโดยยีนด้อย) ลูกจะต้องตาสีฟ้าเท่านั้น หากลูกตาสีน้ำตาล ชายตาสีฟ้าคนนั้นอาจถูกตั้งข้อสงสัยทันทีว่าไม่ใช่บิดาที่แท้จริง
-
-
ลักษณะใบหน้าและศีรษะ: รูปร่างของจมูก, ลักษณะติ่งหู (ติ่งหูติด vs ติ่งหูแยก), รอยบุ๋มที่แก้ม (ลักยิ้ม), หรือง่ามผมที่หน้าผาก (Widow’s peak)
-
ลักษณะพิเศษทางพันธุกรรม: ในบางคราว อาจจะพิจารณาจากความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบเห็นได้ชัด เช่น ภาวะนิ้วเกิน (Polydactyly) หรือตาบอดสี หากชายผู้ต้องสงสัยและเด็กมีลักษณะพิเศษนี้ตรงกัน น้ำหนักความน่าเชื่อถือในศาลจะเพิ่มขึ้นมาก
1.2 มานุษยวิทยามาตร (Anthropometry: การวัดสัดส่วนร่างกาย)
นอกจากการสังเกตด้วยตาเปล่า ยังมีการใช้เครื่องมือวัดสัดส่วนร่างกายอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงทางสายเลือด โดยอาศัยหลักการทางมานุษยวิทยากายภาพ (Physical Anthropology) เช่น
-
การวัดกะโหลกศีรษะและใบหน้า (Craniometry & Cephalometry): มีการใช้เครื่องมือวัดระยะห่างระหว่างดวงตา ความกว้างของโหนกแก้ม ความยาวของขากรรไกร เพื่อดูเปอร์เซ็นต์ความสอดคล้องของโครงสร้างกระดูกระหว่างชายผู้ต้องสงสัยกับเด็ก
-
การศึกษาลายนิ้วมือ (Dermatoglyphics): ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักวิจัยพยายามอย่างหนักที่จะใช้รูปแบบลายนิ้วมือ (มัดหวาย, ก้นหอย, โค้ง) เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ แม้ลายนิ้วมือเฉพาะบุคคลจะไม่เหมือนกันเลย แต่ “รูปแบบทางสถิติ” (Pattern) มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางส่วน นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นพยายามสร้างสมการความน่าจะเป็นเพื่อประเมินว่าเด็กได้รับอิทธิพลลายนิ้วมือมาจากชายคนดังกล่าวหรือไม่
1.3 บางครั้ง ก็ใช้วิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience)
ในบางครั้งมีวิธีการแปลกๆ ที่อ้างอิงวิทยาศาสตร์แบบปลอมๆเกิดขึ้นด้วย เช่น
-
เครื่อง Oscillophore (ทศวรรษ 1920): ประดิษฐ์โดย Dr. Albert Abrams ซึ่งอ้างว่าสามารถวัด “การสั่นสะเทือนทางอิเล็กทรอนิกส์” (Electronic vibrations) ในหยดเลือดเพื่อจับคู่พ่อลูกได้ (ซึ่งภายหลังถูกพิสูจน์ว่าเป็นเพียงวิทยาศาสตร์ลวงโลก)
-
อิทธิพลของสุพันธุศาสตร์ (Eugenics): มีความพยายามสร้างลิสต์รายการลักษณะทางกายภาพอย่างละเอียด เช่น เนื้อสัมผัสของเส้นผม รูปทรงหู เพื่อจัดหมวดหมู่สายเลือดอย่างตายตัว ซึ่งบ่อยครั้งมีอคติทางเชื้อชาติเจือปนอยู่
ซึ่งการใช้ลักษณะทางกายภาพแบบนี้ มีจุดอ่อนร้ายแรงคือ “การข้ามรุ่น” และ “อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมระหว่างตั้งครรภ์” ลักษณะด้อยสามารถแฝงตัวอยู่ในยีนของครอบครัวและกระโดดข้ามรุ่นมาปรากฏในตัวเด็กได้ ทำให้ผู้ชายหลายคนอาจปฏิเสธลูกของตัวเองเพียงเพราะลูกหน้าตาไม่เหมือนตน
ยิ่งไปกว่านั้น การวัดสัดส่วนร่างกายก็มีความเป็นอัตวิสัย (Subjective) สูงมาก ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ประเมินเป็นหลัก ทำให้ในท้ายที่สุด ศาลมักต้องพึ่งพา “ข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย” มากกว่า เช่น หลักกฎหมายโรมันโบราณที่ว่า Pater est quem nuptiae demonstrant (สามีของมารดาคือบิดาของเด็ก) เป็นตัวตัดสินในทางปฏิบัติ
2. ยุคของการตรวจหมู่เลือดระบบ ABO (Blood group testing : ทศวรรษ 1920s – 1930s)
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีการค้นพบหมู่เลือดระบบ ABO โดย Karl Landsteiner ซึ่งนำมาสู่การใช้หลักฐานทางเลือดในศาลเป็นครั้งแรกๆ
-
หลักการทำงาน: วิธีนี้ใช้หลักการถ่ายทอดหมู่เลือดเพื่อ “ปฏิเสธ” ความเป็นพ่อ ตัวอย่างเช่น หากแม่มีเลือดกรุ๊ป O และลูกมีเลือดกรุ๊ป A ชายที่เป็นพ่อจะต้องมีแอลลีล A (คือเป็นกรุ๊ป A หรือ AB) หากชายผู้ต้องสงสัยมีเลือดกรุ๊ป O เขาสามารถถูก ตัดออก (Excluded) จากการเป็นพ่อได้อย่างเด็ดขาด
-
ข้อจำกัด: แม้จะปฏิเสธชายที่ไม่ใช่พ่อได้ แต่ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าชายคนนั้นคือพ่อตัวจริง หากชายผู้ต้องสงสัยในกรณีข้างต้นมีเลือดกรุ๊ป A เขาจะเป็นเพียง “หนึ่งในผู้ชายกรุ๊ป A หลายล้านคน” ที่มีโอกาสเป็นพ่อเด็ก วิธีนี้จึงมีอำนาจในการชี้ตัวต่ำมาก
อ่านเพิ่มเติม กรุ๊ปเลือดลูกไม่ตรงกับพ่อแม่ เกิดจากอะไร ทำอย่างไรบ้าง
พร้อมทั้งทำแบบทดสอบ online ว่ากรุ๊ปเลือดของลูกคุณตรงกับที่ควรจะเป็นหรือไม่
2.1 คดีของ ชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) และ โจน แบร์รี (Joan Berry)
คดีประวัติศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่าง “วิทยาศาสตร์” และ “กระบวนการยุติธรรม” ในยุคนั้น คือ คดีของ ชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) และ โจน แบร์รี (Joan Berry) ในช่วงปี ค.ศ. 1943 – 1945
โจน แบร์รี นักแสดงสาววัยรุ่น ได้ยื่นฟ้องศาลเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตรจาก ชาร์ลี แชปลิน นักแสดงตลกและผู้กำกับชื่อดังระดับโลก โดยอ้างว่าแชปลินเป็นบิดาของ “แครอล แอนน์” (Carol Ann) ลูกสาวที่เพิ่งเกิดของเธอ แชปลินปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างสิ้นเชิง และยืนยันว่าเขาไม่ใช่พ่อของเด็ก ในยุคนั้น แม้จะยังไม่มีการตรวจ DNA แต่เทคโนโลยีการตรวจหมู่เลือดระบบ ABO ได้รับการพัฒนาและเป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์แล้ว ศาลจึงสั่งให้ทั้งสามคนไปตรวจหมู่เลือดเพื่อหาข้อเท็จจริง และผลที่ออกมาคือ
-
ชาร์ลี แชปลิน: เลือดกรุ๊ป O (มียีน OO)
-
โจน แบร์รี (แม่): เลือดกรุ๊ป A (มียีน AA หรือ AO)
-
แครอล แอนน์ (เด็ก): เลือดกรุ๊ป B
-
ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์: ตามหลักพันธุศาสตร์ แม่ที่มีเลือดกรุ๊ป A และเด็กที่มีเลือดกรุ๊ป B บ่งบอกว่าเด็กต้องได้รับยีน ‘B’ มาจากผู้เป็นพ่อ ดังนั้น พ่อที่แท้จริงจะต้องมีเลือดกรุ๊ป B หรือ AB เท่านั้น การที่แชปลินมีเลือดกรุ๊ป O จึงเป็นการ “ตัดออก (Exclude)” ทางวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เขาไม่มีทางเป็นพ่อสายเลือดแท้ๆ ของเด็กได้
แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะชัดเจนและพิสูจน์ได้ว่าแชปลินไม่ใช่พ่อ แต่ในยุคนั้น รัฐแคลิฟอร์เนียยังไม่มีกฎหมายที่รับรองให้ผลการตรวจเลือดเป็นหลักฐานที่ “สิ้นสุด” (Conclusive evidence) ศาลจึงอนุญาตให้ทนายความของโจน แบร์รี นำเสนอหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ แก่คณะลูกขุน แต่ว่าทนายความของแบร์รีใช้เทคนิคทางจิตวิทยาและอารมณ์ โดยให้แบร์รีอุ้มเด็กทารกมายืนเทียบกับแชปลินในศาล และพยายามชี้ชวนให้คณะลูกขุนดูว่าเด็กมีลักษณะทางกายภาพ (Phenotypes) เช่น โครงหน้าและสีผมที่ “คล้ายคลึง” กับแชปลิน นอกจากนี้ยังโจมตีภาพลักษณ์ของแชปลินในเรื่องความสัมพันธ์กับผู้หญิงอายุน้อย
ผลสรุป: คณะลูกขุน (ซึ่งประกอบด้วยคนธรรมดาที่ไม่ได้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์) ตัดสินด้วยคะแนนเสียง 11 ต่อ 1 ให้ ชาร์ลี แชปลิน เป็นบิดาตามกฎหมาย และสั่งให้เขาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรสัปดาห์ละ 75 ดอลลาร์ไปจนกว่าเด็กจะอายุครบ 21 ปี
2.2 ผลกระทบจากคดีของชาร์ลี แชปลิน
คำตัดสินนี้สร้างความตกตะลึงและโกรธเคืองให้กับวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก มีการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมที่เพิกเฉยต่อความจริงทางชีววิทยา นำไปสู่การผลักดันการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยในเวลาต่อมาได้มีการร่างกฎหมาย Uniform Act on Blood Tests to Determine Paternity (ค.ศ. 1952) ซึ่งกำหนดให้ผลการตรวจเลือดที่สามารถตัดความเป็นบิดาออกได้ (Exclusion) มีผลผูกพันทางกฎหมาย และศาลต้องยอมรับเป็นหลักฐานชี้ขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่คณะลูกขุนตัดสินค้านกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ได้อีก
3. ยุคของการตรวจเอนไซม์และโปรตีนในเลือด (Enzymatic and protein testing : ทศวรรษ 1960s)
แม้การตรวจกรุ๊ปเลือด จะฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้พิสูจน์ความเป็นบิดาได้ดี แต่วิธีนี้มี “ความน่าจะเป็นในการตัดออก” (Probability of Exclusion) ต่ำมาก เพียงประมาณ 15% – 20% เท่านั้น นั่นแปลว่า หากมีผู้ชาย 100 คนถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อเด็กโดยที่พวกเขาไม่ได้เป็นจริงๆ จะมีผู้ชายแค่ 15-20 คนเท่านั้นที่รอดตัวไปได้ด้วยการตรวจเลือด ABO ส่วนผู้ชายที่เหลือบังเอิญมีกรุ๊ปเลือดที่ “เข้ากันได้” พอดี (เช่น เป็นผู้ชายกรุ๊ป A เหมือนกับชายอีกหลายล้านคนบนโลก) ซึ่งศาลในยุคนั้นมักจะมองว่าความเข้ากันได้นี้คือ “ความน่าจะเป็น” และตัดสินให้เขาต้องรับผิดชอบเด็กในที่สุด
แต่เมื่อความรู้ทางชีวเคมีพัฒนาขึ้น นักวิทยาศาสตร์เริ่มวิเคราะห์โปรตีนและเอนไซม์อื่นๆ ในเม็ดเลือดแดง นอกเหนือจากแค่หมู่เลือด ABO เช่น
- ระบบหมู่เลือด Rh
- ระบบหมู่เลือด MNSs
- การตรวจเอนไซม์ Phosphoglucomutase
ซึ่งเมื่อนำการตรวจหลายๆรูปแบบ มาพิจารณาร่วมกัน ก็จะช่วยเพิ่มความละเอียดในการคัดกรองนอกเหนือจากการตรวจกรุ๊ปเลือดธรรมดา ทำให้สามารถตัดผู้ชายที่ไม่ใช่พ่อออกได้มากขึ้น โดยที่มีโอกาสตัดออกเพิ่มเป็นประมาณ 70%
4. ยุคของการตรวจ HLA (Human Leukocyte Antigen) Typing (ทศวรรษ 1970s)
นี่คือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดก่อนที่จะมีการใช้ DNA
-
HLA เป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood cells) รวมถึงเซลล์ที่มีนิวเคลียสอื่นๆ ในร่างกาย ซึ่งมีความหลากหลาย (Polymorphism) ในประชากรมนุษย์สูงมากๆ สูงกว่าหมู่เลือด ABO หลายเท่าตัว รูปแบบของ HLA จะถูกถ่ายทอดจากพ่อและแม่อย่างละครึ่ง
- หน้าที่ของ HLA คือ ร่างกายเราใช้โปรตีนเหล่านี้เป็นเสมือน “บัตรประชาชน” เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำได้ว่าเซลล์ไหนเป็นของร่างกายเรา และเซลล์ไหนเป็นสิ่งแปลกปลอม หาก HLA ไม่เข้ากันกับร่างกายของเราก็จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันเราเข้าไปทำลายทันที (นี่คือเหตุผลว่าทำไมการปลูกถ่ายอวัยวะถึงต้องตรวจความเข้ากันได้ของ HLA)
-
ความหลากหลายที่สูงมากนี้ ทำให้การตรวจ HLA ไม่ได้ทำได้แค่ “ตัดผู้ต้องสงสัยออก” แต่สามารถให้ผลประเมินทางสถิติที่เรียกว่า “ความน่าจะเป็นในการเป็นบิดา” (Probability of Paternity) ซึ่งในหลายกรณีสามารถให้ความแม่นยำทางสถิติได้สูงถึง 80% – 90% ขึ้นไป จนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในศาลยุคนั้น
ความหลากหลาย (Polymorphism) ของ HLA มีความซับซ้อนและมีรูปแบบย่อย (Antigens) แตกต่างกันนับร้อยนับพันรูปแบบ เมื่อนำมารวมกันเป็นชุดพันธุกรรม โอกาสที่คนแปลกหน้าสองคนจะบังเอิญมีรูปแบบ HLA ตรงกันเป๊ะๆ นั้นมีน้อยมากๆ
4.1 ข้อจำกัดที่ทำให้ HLA ถูกแทนที่ด้วย DNA
HLA มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่ได้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยืนยันความเป็นบิดา เพราะมีจุดอ่อนที่ด้อยกว่าเทคโนโลยีการตรวจ DNA ในเวลาต่อมาดังนี้
-
ต้องใช้เลือดสดและปริมาณมาก: เม็ดเลือดขาวเสื่อมสภาพและตายเร็วมาก หากเลือดถูกทิ้งไว้นานหรือถูกแช่แข็ง เซลล์เม็ดเลือดขาวจะแตก ทำให้ตรวจ HLA ไม่ได้ (ต่างจาก DNA ที่คงทนกว่ามากและสกัดจากคราบเลือดแห้งหรือน้ำลายได้)
-
ข้อจำกัดในคดีอาชญากรรม: ไม่สามารถใช้ตรวจจากคราบอสุจิ หรือเส้นผมที่พบในที่เกิดเหตุได้ เพราะเซลล์เหล่านั้นไม่ได้แสดงออกโปรตีน HLA เหมือนเม็ดเลือดขาว
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1984 เมื่อ Sir Alec Jeffreys ค้นพบเทคนิค DNA Fingerprinting วงการแพทย์จึงก้าวข้ามขีดจำกัดของโปรตีน ไปสู่การตรวจที่รหัสพันธุกรรมโดยตรง ซึ่งให้ความแม่นยำสูงถึง 99.99% อย่างที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน
4.2 การใช้ประโยชน์ของการตรวจ HLA ในปัจจุบัน
แม้ว่า HLA (Human Leukocyte Antigen) จะไม่ได้ใช้ในการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาแล้ว แต่ว่าปัจจุบันการตรวจ HLA กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและเป็นหัวใจหลักในหลายสาขาของเวชปฏิบัติปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคของการแพทย์แบบจำเพาะบุคคล (Precision Medicine)
- การปลูกถ่ายอวัยวะและสเต็มเซลล์ (Organ & Stem Cell Transplantation)
- เภสัชพันธุศาสตร์ (Pharmacogenomics) ป้องกันการแพ้ยารุนแรง
- HLA-B*15:02: ใช้ตรวจก่อนเริ่มยา Carbamazepine (ยาต้านลมชัก)
- HLA-B*58:01: ใช้ตรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนให้ยา Allopurinol (ยาลดกรดยูริก/รักษาโรคเกาต์)
- HLA-B*57:01: ใช้ตรวจก่อนให้ยา Abacavir (ยาต้านไวรัส HIV)
- การประเมินความเสี่ยงและช่วยวินิจฉัยโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Diseases)
- การศึกษาวิจัยด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและมะเร็ง (Immunotherapy)
5. ยุคแห่งการตรวจ DNA
ก้าวเข้าสู่ปี ค.ศ. 1984 มีการค้นพบ DNA fingerprint ถือเป็นปีที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์วงการนิติเวช เวชพันธุศาสตร์ และกฎหมายครอบครัวไปตลอดกาล ด้วยการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของ Sir Alec Jeffreys นักพันธุศาสตร์ชาวอังกฤษ แห่งมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ (University of Leicester)
จาก “การตัดออก” (Exclusion) สู่ “การยืนยัน” (Inclusion)
ดังที่เราคุยกันไปว่า ยุคของหมู่เลือดและโปรตีน ทำได้ดีที่สุดแค่บอกว่า “คุณไม่ใช่พ่อ” แต่ถ้าผลเลือดบังเอิญตรงกัน ศาลก็บอกได้แค่ว่า “คุณมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นพ่อ (เช่นเดียวกับผู้ชายอีกหลายแสนคนที่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกัน)”
แต่เทคโนโลยี DNA Fingerprinting (หรือลายพิมพ์ดีเอ็นเอ) เปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้อย่างสิ้นเชิง เพราะรหัสพันธุกรรมของมนุษย์แต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ 100% (ยกเว้นในกรณีแฝดร่วมไข่) เทคโนโลยีนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “คัดคนบริสุทธิ์ออก” แต่สามารถ “ชี้ตัวพ่อที่แท้จริง” (Positive Identification / Inclusion) ด้วยความแม่นยำทางสถิติที่สูงถึง 99.99% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ปราศจากข้อสงสัยใดๆ ในทางกฎหมาย (Beyond reasonable doubt)
วิวัฒนาการของการตรวจ DNA จากอดีถึงปัจจุบัน มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การตรวจ DNA นั้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ราคาถูกลง ผลตรวจออกเร็วขึ้น และมีความแม่นยำมากขึ้นด้วย ทำให้ปัจจุบันมีการประยุกต์การตรวจ DNA ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆมากมาย จากที่เคยต้องใช้เวลาเป็นเดือนและใช้เลือดปริมาณมาก ปัจจุบันเราสามารถรู้ผลได้ในไม่กี่วันจากแค่คราบน้ำลาย หรือแม้กระทั่งเจาะเลือดแม่เพื่อตรวจ DNA ลูกที่ยังไม่เกิด
นี่คือประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของการตรวจ DNA แบ่งตามยุคสมัย
- ยุคบุกเบิก : RFLP (Restriction Fragment Length Polymorphism) ยุค 1980s
- ยุคจุดเปลี่ยน : เทคนิค PCR (Polymerase chain reaction) ยุค 1990s
- ยุคที่เป็นการตรวจมาตรฐานในปัจจุบัน : STR (Short tandem repeat) และระบบอัตโนมัติ ยุค 2000s – ปัจจุบัน
- ยุคอนาคตที่มาถึงแล้ว และกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด : NGS (Next-generation sequencing) และการตรวจระดับเอนทิตี (ยุค 2010s – ปัจจุบัน)
เนื่องจากเรื่องวิวัฒนาการของการตรวจ DNA นั้นมีความซับซ้อน และน่าสนใจ อีกทั้งยังเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดในปัจจุบัน ดังนั้น ทางทีมงานจึงขอเขียนรายละเอียดในอีกบทความหนึ่ง ซึ่งสามารถอ่านได้ที่นี่ :
อ่านต่อ ตอนที่ 2 : ประวัติศาสตร์ของการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา (ยุคแห่งการตรวจ DNA)
เอกสารอ้างอิง
-
Milanich, Nara B. (2019). Paternity: The Elusive Quest for the Father. https://www.jstor.org/stable/j.ctv24trcvg
-
“Fingerprints and paternity testing: a study of genetics and probability in pre-DNA forensic science” (ตีพิมพ์ในวารสาร Law, Probability and Risk, Oxford Academic).
-
“Who’s Your Daddy? The History of Paternity Testing“ (Science | HowStuffWorks).

