โรคอะไรบ้างที่ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาได้
การตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดานั้นในทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ แทบจะไม่มี “โรค” ใดที่ทำให้ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา (DNA) ได้อย่างสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตาม มี “ภาวะทางการแพทย์” และ “การรักษาบางชนิด” ที่อาจทำให้การตรวจ DNA แบบมาตรฐาน (เช่น การเจาะเลือด หรือการใช้ไม้ป้ายกระพุ้งแก้ม) ให้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด หรือไม่สามารถใช้เป็นตัวแทน DNA ของบุคคลที่เข้ารับการตรวจได้ ซึ่งทำให้ต้องใช้วิธีการเก็บตัวอย่างที่ซับซ้อนขึ้น
สอบถามการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดา
12,000 บาท ต่อคู่พ่อลูก พร้อมศูนย์บริการทั่วประเทศ กรุงเทพ ชลบุรี เชียงใหม่ ระยอง ฯลฯ
อ่านรายละเอียดการตรวจเพิ่มเติมได้ที่นี่ : healthsmile.co.th/dna-paternity-test/
Add LINE ID : @HealthSmile
ภาวะและปัจจัยที่มีผลต่อการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดา มีดังนี้
1. ภาวะไคเมอริซึม (Chimerism)
ไคเมอริซึม นี่คือภาวะทางพันธุกรรมที่พบได้ยากมาก เกิดจากการที่ตัวอ่อนแฝด 2 คนหลอมรวมกันในครรภ์มารดาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้บุคคลนั้นเกิดมาโดยมี DNA 2 ชุดที่แตกต่างกันในร่างเดียว
ส่วน ไคเมร่า (Chimera) คือที่มาของชื่อภาวะนี้ เพราะในตำนานเทพปกรณัมกรีก “ไคเมร่า” เป็นสัตว์ประหลาดที่มีส่วนผสมของสัตว์ 3 ชนิดในร่างเดียว ได้แก่ หัวเป็นสิงโต ลำตัวเป็นแพะ และหางเป็นงู นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าลักษณะการมีหลายอย่างผสมอยู่ในร่างเดียวนั้นคล้ายกัน จึงยืมชื่อสัตว์ประหลาดตัวนี้มาตั้งเป็นชื่อภาวะทางพันธุกรรมนี้นั่นเอง
-
ปัญหาที่เกิดขึ้น: DNA ในเลือดหรือเซลล์กระพุ้งแก้ม (ซึ่งมักถูกใช้เป็นตัวอย่างตรวจมาตรฐาน) อาจเป็น DNA ชุดที่ 1 ในขณะที่ DNA ในเซลล์สืบพันธุ์ (อสุจิ) ที่ใช้ปฏิสนธิกลับเป็น DNA ชุดที่ 2 หากนำเลือดไปตรวจ ผลจะออกมาว่าเขาไม่ใช่พ่อของเด็ก ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาเป็นพ่อทางสายเลือดได้
- ซึ่งในอดีต เคยมีตัวอย่างเคส ที่มีภาวะไคเมอริซึม ทำให้เกิดความผิดพลาดของการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นมารดา : กรณีของลิเดีย แฟร์ไชลด์และภาวะคิเมริสซึมของเธอ (2002)
-
ดังนั้นหากสงสัยว่ามีภาวะนี้ แพทย์จะต้องเก็บตัวอย่าง DNA จากเนื้อเยื่ออวัยวะอื่นๆ หลายๆ จุดมาตรวจเทียบเคียงกัน
2. การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์ (Bone Marrow / Stem Cell Transplant)
ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือโรคเลือดอื่นๆ ที่ได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ดังนั้น ร่างกายจะมี DNA ของผู้บริจาคไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์อยู่ในร่างกายด้วย โดยจะอยู่ในเซลล์ที่สัมพันธ์กับเลือด หรือสารคัดหลั่งต่างๆได้
-
ปัญหาที่เกิดขึ้น: หลังจากปลูกถ่าย ระบบเลือดของผู้รับจะถูกสร้างขึ้นใหม่จากสเต็มเซลล์ของผู้บริจาค ทำให้ DNA ในเลือดและในน้ำลาย (ซึ่งมีเม็ดเลือดขาวปนเปื้อน) เปลี่ยนไปเป็น DNA ของผู้บริจาคได้ หากนำเลือดไปตรวจ ผลตรวจจะไม่ตรงกับ DNA ของลูก
-
วิธีแก้ไข : ใช้ DNA ในเซลล์รากผม เล็บ หรือเซลล์สืบพันธุ์ (อสุจิ) จะไม่เปลี่ยนแปลงตามการปลูกถ่ายไขกระดูก ดังนั้นจึงต้องใช้ตัวอย่างจากสิ่งส่งตรวจอื่น หรือตัวอย่างเนื้อเยื่อที่เก็บไว้ก่อนการรักษามะเร็ง (ถ้ามี) ในการตรวจแทน
3. การได้รับเลือดปริมาณมากในระยะเวลาใกล้เคียงกัน (Massive Blood Transfusion)
แม้จะไม่ใช่โรค แต่เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่พบบ่อยในผู้ที่ประสบอุบัติเหตุรุนแรง หรือผ่าตัดใหญ่
-
ปัญหาที่เกิดขึ้น: การรับเลือดจากผู้อื่นในปริมาณมาก อาจทำให้มี DNA ของผู้บริจาคเลือดปะปนอยู่ในกระแสเลือดของผู้รับชั่วคราว หากเจาะเลือดไปตรวจในช่วงเวลานั้น อาจทำให้ผลการแปลผล DNA คลาดเคลื่อนได้ แต่อย่างไรก็ดี การได้รับเลือดปริมาณมากไม่ได้ทำให้ DNA ในส่วนอื่นๆเปลี่ยนแปลง
-
วิธีแก้ไข : รอให้ร่างกายกำจัดเซลล์เม็ดเลือดที่ได้รับบริจาคออกไปจนหมด (ปกติใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน) หรือเลี่ยงไปใช้การขูดเซลล์กระพุ้งแก้ม หรือตรวจจากรากผมแทน
4. การกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ (Genetic Mutations)
ในบางกรณีที่หายากมากๆ อาจเกิดการกลายพันธุ์ของยีน (Mutation) ในเซลล์สืบพันธุ์ของฝ่ายชาย ทำให้ DNA บางตำแหน่งของอสุจิของฝ่ายชายเปลี่ยนแปลงไปจากเซลล์ร่างกายอื่นๆ หรือ DNA ของเด็กที่จะตรวจมีการกลายพันธุ์ไปบางตำแหน่ง
-
ปัญหาที่เกิดขึ้น: เมื่อเด็กเกิดมา ตำแหน่ง DNA ที่ใช้เป็นเครื่องหมาย (Markers) ในการทดสอบอาจไม่ตรงกับของบิดาทั้งหมด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าใช่บิดาหรือไม่
-
วิธีแก้ไข : ปัจจุบันห้องปฏิบัติการจะต้องเพิ่มจำนวนจุดเครื่องหมาย (Markers) ในการตรวจให้มากขึ้น (โดยมาตรฐานจะตรวจที่ 15-20 ตำแหน่ง แต่ HealthSmile และ Endeavor DNA ใช้ 22 ตำแหน่ง) และอาจต้องนำ DNA ของญาติพี่น้องฝ่ายชายมาร่วมประเมินด้วย
สอบถามการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดา
12,000 บาท ต่อคู่พ่อลูก พร้อมศูนย์บริการทั่วประเทศ กรุงเทพ ชลบุรี เชียงใหม่ ระยอง ฯลฯ
อ่านรายละเอียดการตรวจเพิ่มเติมได้ที่นี่ : healthsmile.co.th/dna-paternity-test/
Add LINE ID : @HealthSmile
เป็นมะเร็งสามารถตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดาได้ไหม
มะเร็งเป็นการกลายพันธุ์ “เฉพาะที่” (Somatic Mutation)
การกลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็งนั้น เกิดขึ้นเฉพาะใน “เซลล์มะเร็ง” หรืออวัยวะที่เป็นโรคเท่านั้น ไม่ได้ลุกลามไปเปลี่ยน DNA ในเซลล์อื่นๆ ของร่างกายครับ ดังนั้นเซลล์ปกติในอวัยวะอื่น ยังคงมี DNA ตรงตามต้นฉบับเดิมที่คุณได้รับมาจากพ่อแม่ตั้งแต่เกิด (Germline DNA)
เราไม่ได้เก็บตัวอย่างจาก “เซลล์มะเร็ง”
ในการตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก เราจะเก็บตัวอย่างจากเซลล์ที่ปกติและไม่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็ง เช่น เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม หรือ รากผม ซึ่งเซลล์เหล่านี้ยังคงรักษารหัสพันธุกรรมดั้งเดิมไว้ครบถ้วน 100%
ตำแหน่ง DNA ที่เอามาตรวจ เป็นคนละส่วนกัน
เทคนิคที่ใช้ในการตรวจพิสูจน์บุคคลหรือความเป็นบิดา จะโฟกัสไปที่บริเวณของ DNA ที่เรียกว่า STRs (Short Tandem Repeats) ซึ่งเป็นส่วนที่ ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ (Non-coding DNA)
-
ในขณะที่การกลายพันธุ์ของมะเร็ง มักจะไปเกิดความเสียหายในส่วนของยีนที่ควบคุมการแบ่งตัว (Coding DNA)
-
ดังนั้น บริเวณ DNA ที่นำมาใช้ตรวจเทียบความเป็นพ่อลูก จึงมักไม่ได้รับผลกระทบจากการกลายพันธุ์ของโรคมะเร็งเลย
ดังนั้น “สามารถตรวจ DNA ในคนเป็นมะเร็งได้”
เพราะโรคมะเร็งโดยทั่วไปไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้าง DNA พื้นฐานของร่างกายที่ใช้ในการพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก
ข้อควรระวังและกรณีพิเศษ
แม้จะตรวจได้ แต่มีบางสถานการณ์ที่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่หรือแพทย์ผู้ตรวจล่วงหน้า เพื่อความแม่นยำของผลลัพธ์
-
การปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant): หากผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเคยรับการปลูกถ่ายไขกระดูกจากผู้อื่น DNA ในเลือดอาจเปลี่ยนไปเป็นของ “ผู้บริจาค” ในกรณีนี้ ห้ามใช้ผลเลือดตรวจเด็ดขาด แต่สามารถใช้การขูดเยื่อบุข้างแก้มหรือเส้นผมแทนได้
-
การรับเลือด (Blood Transfusion): หากเพิ่งได้รับเลือดมาไม่นาน อาจมี DNA ของคนอื่นปนอยู่ในกระแสเลือดชั่วคราว แนะนำให้รอสักพัก หรือใช้การตรวจจากเยื่อบุข้างแก้มแทนการเจาะเลือด
-
การทำเคมีบำบัด (Chemotherapy): ยาคีโมอาจทำให้ปริมาณเซลล์ในปากน้อยลง หรือทำให้ปากแห้งอักเสบ ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณตัวอย่างที่เก็บได้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนรหัส DNA ครับ
สรุป
ไม่มีโรคใดที่ทำให้เป็นความลับดำมืดจนตรวจหาพ่อไม่ได้ครับ เพียงแต่ในบางภาวะ (โดยเฉพาะผู้ที่ปลูกถ่ายไขกระดูก หรือมีภาวะ Chimerism) จะไม่สามารถใช้ “เลือด” หรือ “น้ำลาย” ในการตรวจได้ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการเก็บตัวอย่างทางเลือกอื่น เช่น อสุจิ หรือเนื้อเยื่อเจาะจง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องตามความเป็นจริงครับ
สอบถามการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดา
12,000 บาท ต่อคู่พ่อลูก พร้อมศูนย์บริการทั่วประเทศ กรุงเทพ ชลบุรี เชียงใหม่ ระยอง ฯลฯ
อ่านรายละเอียดการตรวจเพิ่มเติมได้ที่นี่ : healthsmile.co.th/dna-paternity-test/
Add LINE ID : @HealthSmile

