Site icon HealthSmile.co.th ตรวจสุขภาพ

อายุครรภ์ไม่ตรงกับวันที่เรามีเพศสัมพันธ์ เกิดจากอะไร? เด็กในครรภ์จะใช่ลูกของเราไหม?

อายุครรภ์ไม่ตรงกับวันที่มีเพศสัมพันธ์

อายุครรภ์ไม่ตรงกับวันที่มีเพศสัมพันธ์

ไขข้อข้องใจ: ทำไมอายุครรภ์ถึงไม่ตรงกับวันที่มีเพศสัมพันธ์
แล้วเด็กจะใช่ลูกเราไหม?

ความสับสนเรื่อง “อายุครรภ์” กับ “วันที่เรามีเพศสัมพันธ์” เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้บ่อยมาก และมักสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคู่ โดยเฉพาะคำถามยอดฮิตที่ว่า “ทำไมหมอบอกอายุครรภ์มากกว่าวันที่เรามีอะไรกัน? แล้วแบบนี้เด็กในท้องจะใช่ลูกของเราหรือเปล่า?” บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจหลักการทางการแพทย์เบื้องต้นที่อธิบายความคลาดเคลื่อนนี้ พร้อมไขข้อข้องใจเรื่องการพิสูจน์สายเลือดเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

ในผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาปกติสม่ำเสมอ อายุครรภ์ที่คุณหมอแจ้ง มักจะเท่ากับ วันที่มีเพศสัมพันธ์ + 2 สัปดาห์

ทำไมอายุครรภ์ถึง “มากกว่า” วันที่มีเพศสัมพันธ์?

เหตุผลหลักที่ทำให้อายุครรภ์ไม่ตรงกับวันที่มีกิจกรรมทางเพศ เกิดจาก “วิธีการนับอายุครรภ์ของแพทย์” และ “ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์” ดังนี้ครับ

1. แพทย์นับอายุครรภ์จาก “วันแรกของประจำเดือนรอบสุดท้าย” ไม่ใช่ “วันปฏิสนธิ”

ในทางการแพทย์สากล แพทย์จะเริ่มนับอายุครรภ์จาก “วันแรกของประจำเดือนรอบสุดท้าย” (Last Menstrual Period – LMP) เนื่องจากเป็นวันที่ผู้หญิงสามารถจดจำได้แม่นยำที่สุด ในขณะที่วันที่มีการตกไข่และเกิดการปฏิสนธิจริงๆ นั้น มักจะเกิดขึ้นหลังจากวันแรกของประจำเดือนประมาณ 2 สัปดาห์ (สำหรับคนที่มีรอบเดือน 28 วันสม่ำเสมอ)

2. อสุจิสามารถมีชีวิตรออยู่ในร่างกายผู้หญิงได้หลายวัน

อสุจิของผู้ชายเมื่อเข้าไปในช่องคลอดแล้ว สามารถมีชีวิตรอผสมกับไข่ได้นานถึง 3-5 วัน นั่นหมายความว่า หากคุณมีเพศสัมพันธ์ในวันจันทร์ แต่อสุจิเพิ่งไปเจาะรังไข่และเกิดการปฏิสนธิในวันศุกร์ วันที่เกิดการตั้งครรภ์จริงๆ ก็จะคลาดเคลื่อนจากวันที่มีเพศสัมพันธ์ไปอีก

3. ความคลาดเคลื่อนของการอัลตราซาวด์

หากจำวันประจำเดือนไม่ได้ แพทย์จะใช้วิธีอัลตราซาวด์วัดขนาดทารกเพื่อประเมินอายุครรภ์ ซึ่งการอัลตราซาวด์ในช่วงไตรมาสแรกมีความแม่นยำสูง แต่ก็ยังมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ประมาณ ± 5-7 วัน

สรุปแล้ว เด็กในครรภ์จะใช่ลูกของเราไหม?

หากระยะเวลาที่คลาดเคลื่อนอยู่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ ดังที่อธิบายไปข้างต้น ถือเป็นเรื่อง “ปกติทางการแพทย์” อย่างสมบูรณ์แบบครับ ความคลาดเคลื่อนนี้ไม่ได้แปลว่าฝ่ายหญิงไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นแต่อย่างใด

แต่ถ้าหากความคลาดเคลื่อนนั้นห่างกันเป็นเดือน หรือมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจจริงๆ วิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบันมีทางออกที่ให้คำตอบได้อย่างชัดเจน 100% นั่นคือ การตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อลูก

การตรวจ DNA พ่อลูก (Paternity Test)

หากความกังวลยังมีอยู่ การตรวจ DNA คือวิธีที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันสายเลือด โดยในปัจจุบันสามารถทำได้ทั้งในขณะตั้งครรภ์และหลังคลอดครับ

1. การตรวจ DNA ขณะตั้งครรภ์ (Non-Invasive Prenatal Paternity – NIPP)

วิธีนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ 100% โดยแพทย์จะทำการเจาะเลือดของคุณแม่ (ประมาณ 10-20 cc) เพื่อนำไปสกัดหา DNA ของทารกที่ปะปนอยู่ในเลือดแม่ นำมาเทียบกับเยื่อบุข้างแก้มหรือชิ้นส่วน DNA ของผู้ที่สงสัยว่าเป็นคุณพ่อ

สามารถเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 7-10 สัปดาห์ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของแต่ละห้องปฏิบัติการ) โดย HealthSmile สามารถเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 7 สัปดาห์ ที่ความแม่นยำมากกว่า 99.99%

ข้อดีของการตรวจ DNA ขณะตั้งครรภ์ (Non-Invasive Prenatal Paternity – NIPP)

ข้อเสียและข้อจำกัดของการตรวจ DNA ขณะตั้งครรภ์ (NIPP)

2. การตรวจ DNA หลังคลอดทารก

เป็นวิธีมาตรฐานและทำได้โดยไม่ต้องเจาะเลือด โดยเจ้าหน้าที่จะใช้อุปกรณ์เก็บ DNA ลักษณะคล้ายไม้พันสำลีชนิดพิเศษป้ายเบาๆ ที่บริเวณ “กระพุ้งแก้มด้านใน” ของทั้งทารกและผู้เป็นพ่อ เพื่อนำเซลล์ไปตรวจเทียบรหัสพันธุกรรม สามารถทำได้ทันทีหลังจากทารกคลอดออกมา

ข้อดีของการตรวจ DNA หลังคลอด

ข้อเสียและข้อจำกัดของการตรวจ DNA หลังคลอด


อ่านเพิ่มเติม : 4 วิธีคาดเดาว่าใครเป็นพ่อของลูกในท้อง (พร้อมเครื่องมือคำนวณวันปฏิสนธิ)

อ่านเพิ่มเติม : วิธีตรวจ DNA ความเป็นพ่อลูก มีกี่วิธี ข้อดี/ข้อเสียของการตรวจความเป็นพ่อลูก

อ่านเพิ่มเติม : แพคเกจตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก (paternity test)


 

Exit mobile version