ประวัติศาสตร์ของ “ครรภ์เป็นพิษ” : จากความเชื่อ 2400 ปี ถึงวิวัฒนาการปัจจุบัน
ตรวจสอบเนื้อหา และเรียบเรียงโดย: นพ.ประสิทธิ์ วิริยะกิจไพบูลย์
วันที่ 16 กพ 2569
ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) และภาวะชักจากครรภ์เป็นพิษ (Eclampsia) เป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและคร่าชีวิตมารดาและทารกทั่วโลกมาอย่างยาวนาน แม้ในปัจจุบันการแพทย์จะก้าวหน้าไปไกล แต่โรคนี้ยังคงเป็นปัญหาอันดับต้นๆที่สูตินรีแพทย์ และอายุรแพทย์ควรตระหนักถึงการป้องกัน และการรักษาอย่างรววดเร็ว
โรคนี้ได้รับฉายาว่า “โรคแห่งทฤษฎี” (Disease of Theories), เพราะตลอดระยะเวลากว่า 2,400 ปีที่มนุษย์รู้จักโรคนี้ เรายังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคได้อย่างชัดเจน 100% บทความนี้จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสำรวจเส้นทางอันยาวนาน ตั้งแต่ความเชื่อยุคโบราณที่ฟังดูเหลือเชื่อ มาจนถึงการค้นพบวิธีรักษาที่ช่วยชีวิตผู้คนนับล้านในปัจจุบัน รวมถึงการวินิจฉัย และการป้องกันการเกิดโรค
เพราะความปลอดภัยของเจ้าตัวเล็กคือสิ่งสำคัญที่สุด…
สำหรับคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ในวัย 35+ นอกจากต้องเฝ้าระวังภาวะครรภ์เป็นพิษแล้ว การตรวจเช็กความสมบูรณ์ของโครโมโซมก็สำคัญไม่แพ้กัน
เริ่มต้นดูแลครรภ์อย่างมั่นใจด้วยการตรวจ NIPT ครอบคลุมทุกความเสี่ยงเพื่อความสบายใจของคุณแม่และครอบครัวอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจ NIPT ได้ที่นี่ : ตรวจ NIPT 23 โครโมโซม, ตรวจโครโมโซม 23 คู่ รู้อะไรบ้าง?
ความเชื่อยุคโบราณ: เมื่อร่างกายเสียสมดุลและ “มดลูก” ที่ไม่อยู่นิ่ง
บันทึกแรกสุดเกี่ยวกับโรคนี้ปรากฏขึ้นเมื่อประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล โดย ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก ท่านได้สังเกตว่า “หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการปวดศีรษะ ตามด้วยอาการตัวหนักอึ้งและชักเกร็ง ถือเป็นลางร้าย” นี่คือจุดเริ่มต้นที่มนุษย์เริ่มตระหนักว่าอาการเหล่านี้คือความผิดปกติจำเพาะของการตั้งครรภ์
ในยุคนั้น ชาวกรีกโบราณเชื่อในทฤษฎี “สมดุลของเหลวทั้ง 4” (Four Humors) ได้แก่ เลือด, เสมหะ, น้ำดีเหลือง และน้ำดีดำ ความเจ็บป่วยเกิดจากความไม่สมดุลของสิ่งเหล่านี้ ผู้หญิงถูกมองว่ามีร่างกายที่ “เปียกชื้น” (Wet) และเนื้อตัวนุ่มนิ่ม จึงง่ายต่อการสะสมของเหลวส่วนเกิน
แต่ทฤษฎีที่น่าตื่นตะลึงที่สุดคือเรื่อง “มดลูกพเนจร” (Wandering Womb) คนโบราณเชื่อว่ามดลูกเป็นอวัยวะที่เหมือนสัตว์มีชีวิต หากมันรู้สึก “แห้ง” หรือไม่พอใจ (เช่น ขาดการมีเพศสัมพันธ์หรือไม่มีลูก) มันจะเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิมในอุ้งเชิงกราน ล่องลอยไปกดทับอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น ตับ ปอด หรือศีรษะ ทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออกหรือชัก
การรักษาในยุคนั้น: แพทย์พยายามปรับสมดุลร่างกายด้วยวิธีที่น่าหวาดเสียวในสายตาคนปัจจุบัน เช่น การเจาะเลือดออก (Blood-letting) เพื่อระบายของเสีย หรือการใช้ยาถ่ายอย่างแรง
ยุคกลางถึงยุคเรอเนสซองส์: แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ในช่วงยุคกลาง ความรู้ทางการแพทย์หยุดชะงักไปนานเนื่องจากข้อห้ามทางศาสนาเรื่องการผ่าศพ แต่เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 17-18 การแพทย์เริ่มกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง
- ฟรองซัวส์ มอริโซ (Francois Mauriceau) แพทย์ชาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกที่สังเกตพบว่า “คุณแม่ท้องแรก” (Primigravidas) มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการชักมากกว่าคุณแม่ที่เคยมีลูกมาแล้ว
- กำเนิดคำว่า “Eclampsia” : ในศตวรรษที่ 18 บอสซิเยร์ เดอ โซวาจ (Bossier de Sauvages) ได้บัญญัติคำว่า Eclampsia ขึ้น ซึ่งมาจากภาษากรีกแปลว่า “สายฟ้าแลบ” (Lightning) เพื่อเปรียบเปรยถึงอาการชักที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันทีโดยไม่รู้ตัว การค้นพบนี้สำคัญมากเพราะเป็นการแยกโรคนี้ออกจาก “โรคลมบ้าหมู” (Epilepsy) ได้สำเร็จ โดยระบุว่า Eclampsia จะหายไปได้เองเมื่อการตั้งครรภ์สิ้นสุดลง
ศตวรรษที่ 19: ยุคแห่งการค้นพบ “โปรตีนรั่วในปัสสาวะ” และ “ความดันโลหิตสูง”
ช่วงเวลานี้ถือเป็นยุคทองของการวินิจฉัยโรค แพทย์เริ่มเข้าใจว่าอาการ “บวม” อย่างเดียวไม่ใช่ตัวบ่งชี้ที่แม่นยำเสมอไป
- การค้นพบโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ : ในปี 1843 จอห์น ลีเวอร์ (John Lever) ค้นพบว่าในปัสสาวะของผู้หญิงที่มีอาการชักจะมีโปรตีน (Albumin) ปนอยู่ ซึ่งต่างจากโรคไตทั่วไป
- การวัดความดันโลหิต: หลังจากมีการประดิษฐ์เครื่องวัดความดันโลหิตในปี 1896 แพทย์จึงทราบว่ามารดาตั้งครรภ์ที่โรคนี้เกี่ยวข้องกับ ความดันโลหิตสูง
อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้มีความเชื่อเรื่อง “สารพิษในเลือด” (Toxemia) แพทย์เชื่อว่าร่างกายแม่สะสมสารพิษจากทารก ทำให้เกิดการรักษาที่รุนแรง เช่น การเจาะเลือดออกปริมาณมาก การล้างท้อง การทำให้อาเจียนออกมากๆ เป็นต้น ซึ่งบางครั้งกลับทำให้คนไข้แย่ลง นอกจากนี้ยังมีการให้ยากล่อมประสาท มอร์ฟีน ออกซิเจน และอื่นๆอีกหลายชนิด
ศตวรรษที่ 20: ความผิดพลาด และฮีโร่ที่ชื่อ “แมกนีเซียม”
ศตวรรษที่ 20 เต็มไปด้วยการทดลองทางการแพทย์ และการลองผิดลองถูก
- เรื่องโอละพ่อทางวิทยาศาสตร์: ในปี 1983 วารสารการแพทย์เคยตีพิมพ์การค้นพบ “พยาธิ” ชื่อ Hydatoxi lualba ว่าเป็นต้นเหตุของโรค แต่ภายหลังพบว่าสิ่งที่เห็นในกล้องจุลทรรศน์นั้นคือ “ผงแป้งจากถุงมือยาง” ที่ปนเปื้อนลงไป
- กำเนิดแมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium Sulfate): นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ในปี 1906 เริ่มมีการใช้แมกนีเซียมซัลเฟตเพื่อรักษาอาการชัก และในปี 1924 นายแพทย์ Lazard ได้เริ่มใช้วิธีฉีดเข้าเส้นเลือด ซึ่งลดอัตราการตายจาก 30% เหลือเพียง 6%
- การพิสูจน์ระดับโลก: แม้จะใช้กันมานาน แต่เพิ่งมีการยืนยันชัดเจนในปี 2002 ผ่านงานวิจัยระดับโลกชื่อ “The Magpie Trial” ที่พิสูจน์ว่าแมกนีเซียมซัลเฟตมีประสิทธิภาพดีกว่ายากันชักอื่นๆ และช่วยลดความเสี่ยงการเกิดลมชักและการเสียชีวิตของมารดาได้จริง จนกลายเป็นมาตรฐานการรักษาขององค์การอนามัยโลกในปัจจุบัน
ยุคปัจจุบัน: ปริศนาที่ยังไขไม่จบ แต่เรารับมือได้ดีขึ้น
ในปัจจุบัน เรารู้แล้วว่าหัวใจสำคัญของโรคนี้อยู่ที่ “รก” (Placenta) และความผิดปกติของหลอดเลือด
ทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับที่สุดในขณะนี้คือ “โมเดล 2 ระยะ” (Two-stage model):
- ระยะแรก: การฝังตัวของรกผิดปกติ ทำให้เลือดไปเลี้ยงรกไม่เพียงพอ
- ระยะสอง: รกที่ขาดเลือดจะปล่อยสารบางอย่างออกมาทำลายเยื่อบุหลอดเลือดทั่วร่างกายแม่ ทำให้เกิดความดันสูง โปรตีนรั่วในปัสสาวะ และอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ
แม้เราจะยังไม่มียาที่ “รักษาให้หายขาด” (นอกจากการคลอด) และยังไม่รู้วิธีป้องกันได้ 100% แต่ความรู้ตลอด 2,400 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีระบบ “การฝากครรภ์” (Prenatal Care) ที่มีประสิทธิภาพ
การวัดความดันโลหิตและการตรวจปัสสาวะที่เราทำกันเป็นประจำตอนไปฝากครรภ์ คือมรดกทางความรู้ที่แลกมาด้วยชีวิตของผู้คนในอดีต เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจพบสัญญาณเตือนได้เร็วที่สุด และใช้ยาประคับประคองเพื่อให้แม่และเด็กปลอดภัย จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการคลอด ซึ่งถือเป็นการ “รักษา” วิธีเดียวที่เด็ดขาดที่สุด
บทสรุป
จากความเชื่อเรื่องมดลูกเดินได้ สู่การค้นพบระดับโมเลกุลในรก เส้นทางประวัติศาสตร์ของ “ครรภ์เป็นพิษ” สอนให้เรารู้ว่า วิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้วันนี้เราจะยังไขปริศนาได้ไม่หมด แต่เราก็มีความพร้อมที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่จะดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ให้ปลอดภัย ดังนั้น การฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณแม่ทุกคนไม่ควรละเลยครับ
ในบทความต่อไป เราจะมาพูดรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจหาความเสี่ยง การให้ยาป้องกัน และการตรวจเลือด/อัลตราซาวด์แบบใหม่ๆในการช่วยหาความเสี่ยงก่อนเกิดโรคครรภ์เป็นพิษ
ข้อมูลอ้างอิง
Imaralu, O. O., & Imaralu, J. O. (2018). Evolution of magnesium sulphate for eclampsia. Obstetrics & Gynecology International Journal, 9(6), 62–65. https://doi.org/10.15406/ogij.2018.09.00391
Website. (n.d.). Preeclampsia – 2,400 years of preeclampsia history. Preeclampsia Foundation – Saving Mothers and Babies from Preeclampsia. Retrieved February 16, 2026, from https://www.preeclampsia.org/the-news/health-information/history-of-preeclampsia

