14 สาเหตุปวดหัวที่ทำให้คุณ “ปวดศีรษะ” ได้

14 สาเหตุปวดหัวที่ทำให้คุณ “ปวดศีรษะ” ได้

  1. ค่าสายตาที่เปลี่ยนไป

ในวัย 40 ปีขึ้นไป ปัญหาหนึ่งที่มักพบคือสายตายาว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของลูกตาที่สั้นลง หรือกระจกตาแบนขึ้นทำให้การมองเห็นระยะใกล้เบลอ หรือไม่ชัดจนต้องเพ่งสายตามากกว่าปกติทำให้เกิดปวดศีรษะได้ การรักษาคือการตัดแว่นสายตา ใส่คอนแทคเลนส์ หรือการทำเลสิคเพื่อทำให้การมองเห็นกลับมาชัดอีกครั้ง

  1. การเกร็งกล้ามเนื้อไหล่และต้นคอ

หากคุณเป็นคนที่ต้องทำงานหน้าคอมเป็นเวลานาน ชอบคุยโทรศัพท์โดยหนีบไว้ที่หูและไหล่ หรือกัดฟันเวลาเครียด
คุณอาจเกิดอาการปวดศีรษะชนิดเทนชั่น (Tension headache) ได้ เนื่องจากคุณจะมีการเกร็งกล้ามเนื้อไหล่และต้นคอโดยไม่รู้ตัว การปวดศีรษะจากสาเหตุดังกล่าวบรรเทาได้ด้วยการอาบน้ำอุ่น การประคบร้อน หรือทานยาที่สามารถหาซื้อได้จากร้านยา นอกจากนี้การออกกำลังกายร่วมกับการใช้ยา หรือทำกิจกรรมคลายเครียดอื่นๆ ก็สามารถป้องกันการปวดศีรษะชนิดดังกล่าวได้

  1. ความหิว

หากคุณรู้สึกหิว หรือไม่ได้ทานอาหารในระยะเวลาหนึ่งจนกระทั่งระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ซึ่งหากคุณสังเกตุว่ามักปวดศีรษะขณะหิว การมีอาหารว่างระหว่างมื้อหลักเช่น ถั่ว ผัก ผลไม้ แก้หิวเบื้องต้นก่อน จะทำให้ลดการปวดศีรษะจากสาเหตุดังกล่าวได้

  1. การขาดคาเฟอีน

คอกาแฟส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการปวดศีรษะ เมื่อไม่ได้ดื่มกาแฟในเวลาปกติของแต่ละวัน หรือในคนที่กำลังจะเลิกกาแฟเนื่องจากขาดคาเฟอีน และเลิกกาแฟไม่ควรงดดื่มกาแฟในครั้งเดียว อาจจะค่อยๆลดสัปดาห์ละ 1 ใน 4 ของกาแฟที่กินอยู่ คุณก็สามารถเลิกกาแฟได้ภาย 4 สัปดาห์ โดยอาการปวดศีรษะอาจบรรเทาด้วยการดื่มชาเขียว ชาดำ หรือทานดาร์คชอคโกแลตทดแทน

  1. การมีเพศสัมพันธ์

คุณอาจมีอาการปวดตื้อๆที่คอ หรือหัวในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ หรือถึงจุดสุดยอด อาการดังกล่าวอาจมีระยะเวลาการเกิดตั้งแต่ นาที – ชั่วโมง ซึ่งไม่มีอะไรน่ากังวล แต่คุณก็ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการเหล่านั้น โดยเฉพาะการที่คุณไม่เคยมาอาการมาก่อน หรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เพราะอาจเป็นสาเหตุของอาการผิดปกติที่รุนแรงบางอย่าง

  1. โพรงไซนัสอักเสบ

โพรงไซนัสคือส่วนที่อยู่ใต้โหนกแก้มและหน้าผาก เมื่อเป็นหวัดอาจเกิดอาการโพรงไซนัสบวมได้ จะมีอาการเจ็บ
เจ็บมากขึ้นเมื่อเงยหน้า หรือหายใจลำบากเนื่องจากมีน้ำมูกลักษณะข้น เหนียวสีเขียว – เหลือง ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถรักษาได้ในร้านยา แต่หากอาการไม่ขึ้นหลังจากได้รับการรักษาที่เหมาะสมจึงควรไปพบแพทย์

  1. การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป สามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เนื่องจากแอลกอฮอล์อาจทำให้คุณหลับได้ไม่สนิทนัก อีกทั้งยังทำให้คุณขาดน้ำอีกด้วย ซึ่งปริมาณที่ทำให้เกิดได้ในผู้ชายและผู้หญิงคือ 5 – 8 ดื่ม และ 3 – 5 ดื่ม* ตามลำดับ หากอาการปวดศีรษะของคุณเกิดจากสาเหตุดังกล่าว สามารถแก้ไขได้โดยการดื่มน้ำ ทานซุป หรือทานยาแก้ปวดลดอักเสบ แต่ไม่ควรใช้ยาพารา เนื่องจากจะเป็นพิษต่อตับ หากทานยาพาราขณะดื่มแอลกอฮอล์

* 1 ดื่ม หมายถึง เบียร์ 1 แก้ว (280 มล.) ไวน์ 1 แก้ว (100 มล.) หรือเหล้า 1 แก้ม (30 มล.)

  1. การทานไอศครีม

มันคืออาการ “ปวดหัวจี๊ด” ขณะทานของเย็นๆ โดยเฉพาะทานเร็วมากๆ ซึ่งทางการแพทย์ยังไม่ทราบกลไกที่แน่นอน
แต่คาดว่าเกิดจากของเย็นจะทำให้เส้นเลือดบริเวณช่องปากหดตัว กระตุ้นการส่งสัญญาณประสาทนำความปวดไปที่สมอง ทำให้เกิดอาการปวดหัวจี๊ดขึ้นมาได้ แต่เป็นอาการที่ไม่รุนแรง เกิดเพียงระยะเวลาสั้นๆ ป้องกันโดยไม่ทานของเย็นจัด หรือทานช้าลง

  1. ศีรษะกระแทก

อาการปวดศีรษะอาจเกิดขึ้นหลังจากที่ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนทันที หรือหลังจากนั้นเป็นเดือน ตำแหน่งของการปวดอาจปวด ณ ตำแหน่งที่ได้รับการกระแทก หรือทั่วทั้งศีรษะก็ได้ ซึ่งจะปวดมากขึ้นหากผู้ป่วยมีความเครียด โดยสาเหตุของการปวดศีรษะในแต่ละคนนั้นไม่ชัดเจน อาจเกิดจากการมีเลือดคั่งในสมองที่จุดใดจุดหนึ่ง ในกรณีร้ายแรงผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรง มึงงง คลื่นไส้ และหลงลืมได้ หากมีอาการเหล่านั้นควรรีบไปพบแพทย์ หรือมีอาการปวดศีรษะหลังจากได้รับการกระทบกระเทือนมา

  1. การติดเชื้อที่หู

การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสที่หูชั้นกลางจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหู และหัวได้ เนื่องจากมีการสะสมของเลือด และหนองจากการติดเชื้อ หากคุณมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจการติดเชื้อ รวมทั้งรักษาอาการปวดและบวมที่หู ซึ่งอาการจะดีขึ้นใน 1 – 2 สัปดาห์

  1. การใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป

ยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ในร้านยาเช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และพาราเซตามอลอาจเป็นสาเหตุทำให้คุณปวดหัวได้
หากคุณใช้ยามากกว่า 15 ครั้ง/เดือน หรือการใช้ยากลุ่มโอปิออย หรือยาที่ผสมคาเฟอีนมากกว่า 10 ครั้ง/เดือน ปัญหาดังกล่าวมักพบในผู้ป่วยไมเกรน เพราะต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยจนกระทั่งติดยาแก้ปวด จึงควรพบแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนตัวยะ และแผนการรักษาอาการปวดศีรษะดังกล่าว

  1. การทานอาหารที่เป็นปัจจัยกระตุ้น

แต่ละคนอาจจะมีอาการที่สามารถกระตุ้นทำให้ปวดศีรษะได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นไมเกรนจะมีอาการที่เมื่อทานไปแล้ว
จะกระตุ้นอาการปวดไมเกรนได้ เช่น ชีส ผลไม้ ถั่ว แอลกอฮอล์ อาหารที่มีไนเตรตเช่น ไส้กรอก เบค่อน อาหารหมักดอง ผงชูรสต่างๆ ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องสังเกตว่าตนถูกกระตุ้นด้วยอาหารชนิดใด

  1. การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ยกเวท ขณะที่ออกกำลังกาย หรือหลังออกกำลังกายเสร็จคุณอาจเกิดอาการปวดศีรษะทั้งสองข้างได้ ซึ่งการปวดศีรษะจากสาเหตุดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ร้ายแรง แต่คุณควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งไหนผิดปกติ

  1. การนอนหมอนที่ไม่ดี

การนอนหมอนที่ได้ดีจะทำให้คุณนอนไม่สบายตลอดคืน ทำให้เกิดการปวดหัวได้ อีกทั้งการนอนไม่สบายจะทำให้คุณต้องพลิกไปพลิกมาตลอดคืน ทำให้นอนไม่พอ การหาหมอนดีๆที่เข้ากับคุณได้สักใบจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการดูหมอนที่ดีคือหมอนที่ทำใก้หัวและคอของคุณเป็นระนาบเดียวกับตัวคล้ายตอนยืน หากคุรไม่มารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้อาจต้องปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพ

จากการปวดศีรษะทั้งหมด มีบางสาเหตุที่ควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเช่นการมีเนื้องอกในสมอง การเกิดโรคเส้นเลือดสมอง ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการปวดหัวมากจนดูผิดปกติ ร่วมกับมีอาการอ่อนแรงซีกเดียว พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด เริ่มมองไม่เห็น หรือทรงตัวไม่ได้ หากปวดศีรษะพร้อมกับอาการดังกล่าวควรรีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *