14 สาเหตุที่ทำให้คุณ “ปัสสาวะแสบขัด”

14 สาเหตุที่ทำให้คุณ “ปัสสาวะแสบขัด”

  1. การติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection (UTI))

ทางเดินปัสสาวะประกอบไปด้วย กรวยไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ การติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียที่ส่วนใดส่วนหนึ่งจะทำให้มีอาการแสบขณะปัสสาวะ ปัสสาวะขัด หรือรู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลาได้ นอกจากนี้อาจสังเกตุที่ว่ามีปัสสาวะขุ่น ปัสสาวะเป็นสีแดง ชมพู หรือเข้มผิดปกติ หากมีอาการดังกล่าวสามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อดังกล่าว

  1. การติดเชื้อที่ไต (Kidney Infection)

การติดเชื้อที่ไต อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะก่อน จากนั้นเชื้อจึงลามขึ้นมาที่ไต เนื่องจากมีท่อที่ต่อกันอยู่ หรืออาจติดเชื้อเนื่องมาจากการผ่าตัด ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่อันตราย คนไข้มักมีอาการไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือปัสสาวะเป็นสีเข้ม ขุ่น กลิ่นเหม็น หรือปัสสาวะเป็นเลือด การรักษาคือต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุ แต่สามารถป้องกันอาการดังกล่าวได้โดยการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ พยายามปัสสาวะทุกครั้งหลังมีเพศสัมพันธ์ ไม่กลั้นปัสสาวะ เพียงเท่านี้จะสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้

  1. อาการปวดกระเพาะปัสสาวะ (Painful Bladder Syndrome หรือ interstitial cystitis )

หมายถึง การระคายเคืองบริเวณผิวของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ผิวของกระเพาะปัสสาวะบวมและไวต่อความเจ็บปวด ซึ่งอาจมีอาการปวดบริเวณหัวหน่าว หน้าท้อง ท้องน้อย หรือบริเวณอุ้งเชิงกราน ร่วมกับการปัสสาวะบ่อย แต่ออกน้อย อาการอาจดีขึ้นหลังจากปัสสาวะ แต่ปวดมากขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาการดังกล่าวปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่สามารถบรรเทาได้โดยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ให้ยาบรรเทา ผ่าตัด และกายภาพบำบัด สามารถทำให้อาการดึขึ้นได้

  1. การเป็นนิ่วในไต (Kidney Stones)

นิ่ว คือตะกอนของแร่ธาตุที่มากเกิดไป มีส่วนประกอบหลักเป็น “แคลเซียม” โดยก้อนนิ่วมักเกิดขึ้นที่ไตก่อน จากนั้นจะมาโตที่กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ เนื่องจากมีท่อที่เชื่อมบริเวณดังกล่าว โดยเมื่อมีก้อนนิ่วจะทำให้มีอาการเจ็บ
ขณะปัสสาวะ ซึ่งหากมีขนาดใหญ่จนกระทั่งอุดตันทางเดินปัสสาวะ อาการเจ็บอาจเกิดขึ้นที่สะโพกหรือกระดูกซี่โครงได้ ในการรักษาจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อนำนิ่วก้อนใหญ่ออก แต่หากเป็นก้อนเล็กสามารถหลุดออกมาเองได้

  1. การติดเชื้อราที่อวัยวะเพศ (Yeast Infection)

เชื้อราที่เป็นสาเหตุมากที่สุดคือ “candida (แคนดิดา)” ซึ่งในผู้หญิงมักมีอาการคันและแสบบริเวณช่องคลอดร่วมกับ อาการปัสสาวะแสบขัด หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ การสังเกตุคือการมีตกขาว สีขาวมากผิดปกติและคันมาก แต่ในผู้ชายการติดเชื้อราสามารถทำให้เกิดการอักเสบที่ปลายอวัยวะเพศ ปัสสาวะแสบขัด และมีสารคัดหลั่งสีขาวออกมาได้ ซึ่งการรักษาทำได้ง่ายและใช้เวลาเพียงไม่นาน ยาที่ใช้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านยาที่มีเภสัชกร หรือพบแพทย์

  1. การติดเชื้อคลาไมเดีย (Chlamydia)

เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งบางครั้งเป็นการติดเชื้อที่ไม่มีอาการแสดง แต่เมื่อถึงระยะของโรคที่มีการแสดง มักจะทำให้มีปัสสาวะแสบขัด หรือมีสารคัดหลั่งออกมาทางอวัยวะเพศได้ทั้งชายและหญิง โดยในผู้หญิงอาจมีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และผู้ชายอาจปวดอัณฑะได้ ถ้าพบอาการเหล่านี้ การพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงอื่นๆตามมาได้

 

  1. ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)

ต่อมลูกหมาก คือต่อมขนาดเล็กอยู่ใกล้กับกระเพาะ และท่อปัสสาวะ ซึ่งหากมีการอักเสบหรือบวมเกิดขึ้น จะเบียดท่อปัสสาวะทำให้ท่อแคบลง (คล้ายการบีบสายยางฉีดน้ำ) จึงเป็นสาเหตุให้มีอาการแสบขัดขณะปัสสาวะได้ นอกจากนี้อาจมีอาการปัสสาวะขุ่น ปัสสาวะมีเลือดปน และเจ็บบริเวณหน้าขาและท้องด้านล่างขณะถ่ายอุจจาระ หรือหลั่งน้ำอสุจิ สาเหตุของต่อมลูกหมากอักเสบอาจมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการบาดเจ็บที่เส้นประสาทบริเวณใกล้เคียงต่อลูกหมาก

  1. อาการช่องคลอดแห้ง (Vaginal Atrophy)

มักเกิดกับหญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดแห้งและเหี่ยว เป็นสาเหตุของอาการเจ็บขณะปัสสาวะ คันหรือแสบช่องคลอด เจ็บมากขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออก สามารถรักษาโดยใช้ฮอร์โมนทดแทน สามารถทำให้ช่องคลอดกลับมามีความหนาและไม่แห้งได้ รวมถึงการใช้สารหล่อลื่นขณะมีเพศสัมพันธ์ก็ช่วยได้เช่นกัน

  1. การฉีกขาดของช่องคลอด (Vaginal Tear)

สาเหตุหลักมาจากการคลอดบุตร การมีเพศสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งการปั่นจักรยาน อาการนอกจากปัสสาวะแสบขัดแล้ว อาจมีเลือดปนออกมาขณะปัสสาวะ หากมีอาการรุนแรงได้แก่ เจ็บช่องคลอด เลือดออกไม่หยุด มีอาการติดเชื้อ (มีสารคัดหลั่งผิดปกติ มีไข้ ไม่มีแรง) อาจต้องรักษาโดยการเย็บ ซึ่งอาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่หากเป็นไม่มาก การกินยาแก้ปวดและแช่ก้นในน้ำอุ่นก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

  1. ท่อปัสสาวะตีบตัน (Urethral Stricture)

เกิดเมื่อท่อปัสสาวะมีการติดเชื้อ บวม หรือบาดเจ็บ ซึ่งหลังจากแผลหาย อาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้ที่ท่อปัสสาวะทำให้ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะช้าลง เจ็บขณะปัสสาวะ ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้น ปวดบริเวณหัวหน่าว ปัญหาเรื่องการควบคุมปัสสาวะ รวมถึงเพิ่มโอกาสติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะอีกด้วย การรักษาอาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อถ่างท่อปัสสาวะออกให้กว้างเช่นเดิม

  1. การสวนล้างช่องคลอด (Douching)

มีความเชื่อในการสวนล้างช่องคลอดโดยใช้ น้ำส้มสายชู ไอโอดีน และน้ำ จะทำให้ช่องคลอดสะอาด ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะว่าจะทำให้สูญเสียสมดุลของเชื้อประจำถิ่น (เชื้อแบคทีเรียดี) การเสียสมดุลดังกล่าวอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
เป็นเหตุให้เจ็บขณะปัสสาวะ ตั้งครรภ์ยาก ดังนั้นการสวนล้างช่องคลอดจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด

  1. การรักษามะเร็ง (Cancer Treatment)

การรับยาเคมีบำบัด หรือรังสีรักษารอบๆท้องส่วนล่าง สามารถทำให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการอักเสบ และปัสสาวะแสบขัดได้ อาการมักเกิดหลังจากการได้รับการรักษามาแล้วหลายสัปดาห์ และหายได้เองหลังจากเสร็จสิ้นการรักษา 2-3 สัปดาห์ รวมถึงการผ่าตัดนำก้อนมะเร็งบริเวณทางเดินปัสสาวะ อาจเกิดการระคายเคืองบริเวณรอบๆ และเพิ่มโอกาสติดเชื้อ การดูแลตนเองเบื้องต้นคือการดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดแน่น และบอกอาการต่างๆแก่แพทย์เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

  1. การใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะส่วน (Personal Care Products)

การใช้ผลิตภัณฑ์ในที่ลับ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ล้างช่องคลอด ครีม หรือสเปรย์ที่ในที่ลับ ผ้าอนามัยแบบสอด โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ต้องการความสะอาดหลังมีเพศสัมพันธ์ หากต้องการทำความสะอาด การใช้น้ำอุ่น เป็นสิ่งที่แนะนำ นอกเหนือจากนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็นเนื่องจากสารเคมีในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะทำลายผิวหนัง เสียสมดุลกรด-ด่างบริเวณอวัยวะเพศ ทำให้มีการติดเชื้อและอาการอื่นๆเพิ่มมากขึ้น

 

  1. เนื้องอก

เป็นสิ่งที่พบเจอได้ยาก แต่หากมีเนื้องอกในบริเวณใกล้ทางเดินปัสสาวะ สามารถทำให้ปัสสาวะแสบขัดได้เช่นกัน เนื่องจากเกิดการตีบที่ท่อปัสสาวะ ดังนั้นหากพบว่ามีเลือดปนกับปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด ปวดบริเวณหัวหน่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุ

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *