วิตามินบี 12 และกรดโฟลิก

วิตามินบี 12 และกรดโฟลิก

ทำไมถึงต้องตรวจกรดโฟลิก ?

เพื่อช่วยในการวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง อาการชาปลายประสาท ภาวะขาดสารอาหาร และตรวจติดตามประสิทธิภาพในการรักษาภาวะขาดวิตามินบี 12 และขาดกรดโฟลิก

เราควรตรวจวิตามินบี 12 และกรดโฟลิกเมื่อไหร่ ?

หนึ่งในภาวะที่มักมีการตรวจระดับวิตามินบี 12 และกรดโฟลิกคือภาวะโลหิตจาง ดังนั้นหากคุณมีผลการตรวจเลือดที่แสดงว่าเม็ดเลือดแดงของคุณมีขนาดใหญ่กว่าปกติ หรือเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลล์มีรูปร่างที่แปลกไป หรือมีอาการที่บ่งชี้ว่าคุณมีภาวะโลหิตจาง ได้แก่ อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยง่าย ตัวซีด เมื่อเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นจึงมีการสั่งตรวจระดับวิตามินบี 12 หรือกรดโฟลิกในร่างกาย

อีกหนึ่งภาวะที่พบได้บ่อยคือ ภาวะปลายประสาทชา จะมีอาการแสดงคือชาปลายมือ ปลายเท้า บางครั้งมีความรู้สึกเหมือนกับ
มีเข็มทิ่ม หรือมีอาการหลงๆลืมๆ เหล่านี้บ่งชี้ว่าคุณอาจขาดวิตามินดังกล่าว แพทย์จึงสั่งตรวจเพื่อประกอบการวินิจฉัย

ต้องใช้สิ่งส่งตรวจ และมีการเตรียมตัวอย่างไร ?

สิ่งส่งตรวที่ใช้คือเลือด ทั่วๆไปจะเจาะบริเวณข้อพับแขน ซึ่งอาจต้องทำการอดอาหารก่อนการตรวจอย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง รวมถึงควรแจ้งแพทย์ให้ทราบว่าคุณกำลังรับประทานยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมชนิดใดอยู่หรือไม่ เพราะยาบางชนิดมีลต่อระดับวิตามินบี 12 และกรดโฟลิก

วิตามินบี 12 และกรดโฟลิกคืออะไร ?

วิตามินบี 12 และกรดโฟลิก เป็นวิตามินที่มีความสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รวมถึงสร้างสารพันธุกรรม และเนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินทั้งสองได้เอง จึงต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ในการวัดระดับจะวัดในส่วนที่เป็นน้ำของเลือดที่เจาะออกมาเพราะวิตามินทั้งสองละลายได้ดีในน้ำ หรือบางครั้งทำการวัดระดับกรดโฟลิกในเซลล์เม็ดเลือดก็ได้เช่นเดียวกัน

หลายๆครั้งเราอาจจะได้ยินคำว่ากรดโฟลิก และโฟเลตสลับกันไปมาซึ่งทั้งสองคือวิตามินชนิดเดียวกันต่างกันที่ โฟเลตคือรูปที่อยู่ในธรรชาติ ส่วนกรดโฟลิกคือสิ่งที่มนุษย์เติมเสริมไปในอาหาร ที่พบมากในผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว ถั่ว ตับและยีสต์ต่างๆ

ส่วนวิตามินบี 12 เรียกอีกชื่อว่าโคบาลามินมักพบในเนื้อสัตว์เช่น เนื้อวัด เนื้อปลา เนื้อไก่ นม โยเกิร์ตละไข่ เป็นต้น นอกจานี้อาหารหลายประเภทก็มีส่วนผสมของวิตามินบี 12 เช่นซีเรียล ขนมปัง และธัญพืชต่างๆ

จากหน้าที่ของวิตามินทั้งสองที่กล่าวไปข้างต้น หากร่างกายขาดวิตามินดังกล่าวจะทำให้การสร้างเม็ดเลือดที่ไขกระดูกไม่สมบูรณ์ ทำให้ลักษณะของเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ แต่มีปริมาณลดลงรวมทั้งเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดก็อาจลดลงได้ด้วยเช่นกัน และนอกจากเรื่องของเม็ดเลือดแล้ววิตามินบี 12 ยังมีความสำคัญต่อระบบประสาท หากขาดแล้วจะทำให้เกิดภาวะปลายประสาทเสื่อมจึงเกิดอาการชาที่ปลายมือปลายเท้าได้ และกรดโฟลิกที่มีความสำคัญในการเจริญเติบโตโดยเฉพาะขณะอยู่ในครรภ์มารดา หากขาดกรดโฟลิกขณะตั้งครรภ์จึงทำให้การเจริญเติบโตของตัวอ่อนไม่สมบูรณ์ได้

และคนที่มีความเสี่ยงในการขาดวิตามินทั้งสองคือคนที่ได้รับสารอาหารน้อย หรือได้สารอาหารแต่มีปัญหาเรื่องการดูดซึม หรืออยู่ในช่วงตั้งครรภ์ทำให้ต้องใช้วิตามินมากกว่าปกติ ทำให้ปริมาณที่ได้รับไม่เพียงพอโดยมีรายละเอียดดังนี้

  • คนที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ พบได้ยากเนื่องจากทุกวันนี้อาหารและเครื่องดื่มหลายอย่างมีการเสริมวิตามินมากมาย และร่างกายสามารถกักเก็บวิตามินทั้ง 2 ชนิดเอาไว้ได้ ดังนั้นวิตามินจะขาดจากสาเหตุนี้คือต้องไม่ได้ทานอาหารนานมากจนกระทั่งวิตามินที่เก็บไว้ถูกนำมาใช้จนหมด โดยมักพบในคนที่ทานมังสวิรัติ หรือเด็กอ่อนที่ทานเฉพาะนมแม่เป็นต้น
  • มีการดูดซึมบกพร่อง เนื่องจากกระบวนการดูดซึมวิตามินบี 12 นั้นมีขั้นตอนหลายอย่าง โดยเมื่อเข้าสู่ร่างกาย 1) จะเจอกับกรดในกระเพาะ ทำให้วิตามินละลายออกมา 2) จากนั้นขณะที่เดินทางไปยังลำไส้เล็กจะต้องจับกับสารที่ชื่อว่า IF ในทางเดินอาหาร และ3) ถูกดูดซึมในลำไส้เล็กผ่านช่องโปรตีนเพื่อเข้าสู่กระแสเลือด ดังนั้นหากกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งไม่สมบูรณ์จึงทำให้เกิดปัญหาในการดูดซึมได้
  • อยู่ในภาวะที่ร่างกายต้องใช้วิตามินมากกว่าปปกติ เช่นตั้งครรภ์ อยู่ในวัยเจริญเติบโต ผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือผู้ป่วยโรคโลหิตจาง ภาวะเหล่านี้จะทำให้ต้องการวิตามินมากกว่าปกติ จึงควรดูแลเรื่องอาหารไม่ให้บกพร่องเป็นพิเศษ

Is any test preparation needed to ensure the quality of the sample? ซ้ำด้านบนครับ
Fasting for 6-8 hours before sample collection may be required. Certain medicines may affect the test results; your healthcare provider will advise you on which ones to stop taking. Ask your health practitioner or lab for specific instructions.

การตรวจวิตามินบี 12 และกรดโฟลิกมีประโยชน์อย่างไร ?

เนื่องจากวิตามินบี 12 และกรดโฟลิกเป็นวิตามินที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ และต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น การตรวจระดับของวิตามินทั้งสอง จึงช่วยในการวินิจฉัยภาวะบางอย่างเช่น โลหิตจาง โรคภูมิไวเกินบางชนิดเป็นต้น ซึ่งในการตรวจระดับวิตามินทั้งสองนั้น
จะช่วยเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายได้รับอาหารในปริมาณที่เพียงพอ หรือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

การตรวจวิตามินทั้งสองชนิดนี้มักตรวจจาก ผลการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ผลการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจภูมิคุ้มกัน และการตรวจภาวะการอักเสบเป็นต้น เพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคต่างๆ นอกจากโลหิตจาง และภูมิไวเกินแล้วยังสามารถประเมินภาวะบางอย่างของร่างกายได้เบื้องต้นเช่น ภาวะขาดสารอาหาร โรคตับเรื้อรัง ผู้ที่มีภาวะติดแอลกอฮอล์ หรือผู้ที่มีการดูดซึมผิดปกติ รวมถึงใช้ตรวจติดตามการรักษาในคนที่ได้รับวิตามินเสริมไปอีกด้วย

นอกจากการตรวจข้างต้นแล้ว ยังมีการตรวจที่จำเพาะกับวิตามินทั้งสองชนิดได้แก่ 1) โฮโมซิสเทอีน (homocysteine) และ
2) MMA ข้อดีคือการตรวจทั้ง 2 แบบจะใช้ร่วมกันในการตรวจวิตามินบี 12 แต่สำรับกรดโฟลิก สามารถเลือกการตรวจอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ อย่างไรก็ตามสิ่สำคัญคือแพทย์ต้องแน่ในว่าผู้ป่วยมีภาวะขาดวิตามินบี 12 หรือไม่เพราะในปัญหาเรื่องโลหิตจางการใช้กรดโฟลิกอย่างเดียวอาจช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้ แต่ในภาวะปลายประสาทชา กรดโฟลิกไม่สามารถช่วยได้ จึงต้องทราบระดับของวิตามินทั้ง 2 ชนิดก่อนเริ่มการรักษา

เมื่อไหร่จึงควรตรวจระดับวิตามินบี 12 และกรดโฟลิก ?

– ตรวจเมื่อการตรวจเบื้องต้นพบว่ามีภาวะโลหิตจางแบบเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ

– ตรวจเมื่อมีอาการที่บ่งบอกว่าขาดวิตามินทั้งสองได้แก่

  1. ท้องเสีย 2. เวียนศีรษะ                   3. เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
  2. ไม่อยากอาหาร 5. ตัวซีด 6. หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หรือมีการเต้นที่ผิดปกติ
  3. หายใจหอบ 8. การรับรสเปลี่ยนไป 9. ขาปลายมือ ปลายเท้าบางครั้งมีความรู้สึกหมือนเข็มทิ่ม ไฟช็อต หรือแสบร้อน
  4. มีอาการมึนงง 11. อาการหวาดระแวง

– ตรวจเมื่อมีภาวะขาดสารอาหาร หรือมีปัญหาเรื่องการดูดซึม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการขาดวิตามิน

– ตรวจเมื่อต้องการติดตามผลการรักษาในผู้ที่ได้วิตามินเสริม เนื่องจากขาดวิตามิน

 

มีการแปลผลการตรวจอย่างไร ?

หากผลการตรวจออกมาอยู่ในระดับปกตินั่นหมายถึงอาการที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดมาจากการขาดวิตามินบี 12 และกรดโฟลิก แต่หากเป็นจากสาเหตุอื่น แต่อย่างไรก็ตามลที่ออกมาปกติ ไม่ได้บอกว่าร่างกายได้รับ หรือดูดซึมอย่างเพียงพอเพราะร่างกายมีการเก็บสะสมวิตามินทั้งสองไว้ ซึ่งอาจนำออกมาใช้ยังไม่หมดก็ได้ ซึ่งหากต้องการทราบระดับที่แท้จริง อาจต้องทำการตรวจด้วยวิธี โฮโมซิสเทอีน และ MMA เพิ่มเติมเพราะเป็นการตรวจระดับวิตามินบี 12 โดยตรง

แต่หากผลตรวจออกมาว่าระดับของวิตามินบี 12 ต่ำลงและสัมพันธ์กับอาการแสดง นั่นหมายถึงอาการที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดมาจากการขาดวิตามิน แต่ไม่ได้บอกถึงความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นมากนัก และแสดงถึงการตรวจเพิ่มเติมว่าเพราะเหตุใดถึงขาดวิตามินทั้ง
2 ชนิดได้แก่

  • ได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นไปได้น้อยเนื่องจากทุกวันนี้อาหารหลายอย่างทำการเสริมวิตามินดังกล่าวลงไป เว้นแต่จะไม่ได้ทานอาหารเลยจริงๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้
  • มีการดูดซึมที่ผิดปกติ โดยภาวะที่ส่งผลต่อการดูดซึมได้แก่ การดูดซึมที่ลำไส้เล็กผิดปกติ(พบบ่อยที่สุด) โรคแพ้กลูเตนในอาหาร มีการอักเสบของทางเดินอาหาร มีพยาธิในลำไส้ ทานยาลดกรดในกระเพาะเป็นเวลานาน ได้รับการผ่าตัดที่ลำไส้ ทำให้บริเวณดูดซึมอาหารลดลง มีภาวะตับอ่อนอักเสบ
  • เป็นผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก
  • ใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการดูดซึมเช่น ยาเมทโฟมิน (ยาเบาหวาน) ยาโอมิพราโซล (ยาลดกรดในกระเพาะ) ยาเมโทรเทรกเซต (ยากดภูมิคุ้มกัน) ยาฟีนีตอย (ยากันชัก) เป็นต้น
  • เป็นผู้สูบบุหรี่
  • ต้องการการใช้วิตามินเพิ่มขึ้น เช่นภาวะตั้งครรภ์ (ต้องการกรดโฟลิกประมาณ 400 ไมโครกรัมตัอวัน) ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
    ผู้ป่วยที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เป็นต้น

แต่ในกรณีที่มีระดับวิตามินบี 12 สูง จะไม่มีการตรวจติดตามแต่อย่างใด โดยภาวะที่มีวิตามินบี 12 สูงกว่าปกติเช่น มีเนื้องอกเกิดขึ้นมา ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยโรคอ้วน ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคตับ หรือผู้ป่วยที่ทานยาบางอย่างเช่น ฮอร์โมนเพศหญิง วิตามินซี หรือวิตามินเอ สามารถทำให้วิตามินบี 12 สูงได้เช่นกัน

มีเรื่องอื่นที่ควรทราบหรือไม่ ?

การแปลผลระดับวิตามินทั้งสองควรทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากวิตามินบี 12 ทำให้เกิดโรค 2 อย่างคือโรคโลหิตจาง และปลายประสาทเสื่อม ส่วนกรดโฟลิกนั้นทำให้เกิดโรคโลหิตจางเป็นหลัก ดังนั้นหากทานเฉพาะกรดโฟลิกเสริมนั้นจะบดบังอาการของโลหิตจางทำให้คาดว่าไม่มีการขาดวิตามินทั้งสองชนิด แต่ตามจริงแล้ววิตามินบี 12 ยังขาดอยู่อาจก่อให้เกิดโรคปลายประสาทเสื่อมในอนาคตก็เป็นได้
หากแพทย์คาดว่าผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางจากการไม่สามารถดูดซึมวิตามินบี 12 ได้ แพทย์อาจทำการทดสอบชื่อ ชิลลิ่งเทส (Schilling test) ได้ โดยให้ทานวิตามินบี 12 ชนิดพิเศษจากนั้นทำการตรวจว่ามีการดูดซึมหรือไม่จากการเอกซเรย์ หรือการทดสอบอื่นๆเช่น การตรวจโปรตีน IF ที่ต้องมาจับกับวิตามินบี 12 เพื่อดูดซึม หรือตรวจเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างโปรตีน IF ว่าผิดปกติหรือไม่
การได้รับวิตามินบี 12 หรือกรดโฟลิกมากเกินไปมีอันตรายหรือไม่ ?

ยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดว่าวิตามินทั้งสองหากรับประทานเกินขนาดแล้วมีอันตรายหรือไม่ แต่โดยหลักการแล้ววิตามินทั้งสองละลายได้ดีในน้ำ หากมากเกินไปร่างกายจะขับออกมากับปัสสาวะเอง ส่วนผลข้างเคียงที่มีรายงานคือการททานเฉพาะกรดโฟลิกทำให้บดบังอาการขากวิตามินบี 12 ได้ตามที่กล่าวมาข้างต้น หรือในผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับดวงตาบางอย่างการทานวิตามินบี 12 มากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนการเริ่มทานวิตามินดังกล่าว
ทุกๆคนควรตรวจระดับวิตามินทั้งสองหรือไม่ ?

การตรวจไม่จำเป็นต้งทำทุกคนจนกระทั่งมีอาการแสดง มีผลการตรวจเม็ดเลือดที่ผิดปกติ หรือมีภาวะขาดสารอาหารจึงควรตรวจวิตามินทั้ง 2 ชนิด
หญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรตรวจระดับกรดโฟลิกหรือไม่ ?

การตรวจกรดโฟลิกระหว่างการตั้งครรภ์อาจทำได้เพื่อความสบายใจ แต่แพทย์มักให้หญิงตั้งครรภ์ทานกรดโฟลิกอยู่แล้ว

การตรวจระดับวิตามินบี 12 และกรดโฟลิกทำได้ทุกคลีนิค หรือโรงพยาบาลหรือไม่

เนื่องจาการตรวจต้องใช้เทคนิค และเครื่องมือพิเศษดังนั้นอาจไม่ใช่ทุกโณงพยาบาลหรือคลีนิคที่สามารถตรวจได้.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *