ยาควบคุมระดับไขมันในเลือด

ยาควบคุมระดับไขมันในเลือด

ใครที่จำเป็นต้องใช้ยา ?

คนแรกที่ต้องใช้ยาควบคุมระดับไขมันในเลือด คือคนที่มีไขมันอย่างคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งในการตรวจพบครั้งแรกคุณหมออาจแนะนำให้ไปปรับพฤติกรรมก่อนเช่น ออกกำลังกายให้มากขึ้น ทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่หากการปรับพฤติกรรมไม่ได้ผล การใช้ยาเพื่อควบคุมระดับไขมันจึงเป็นทางเลือกที่คุณหมอเลือกใช้ ส่วนคนที่สองคือคนที่มีอายุ ปริมาณคลอเลสเตอรอลในเลือด และปัจจัยยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจอื่นๆร่วมกัน การใช้ยาลดระดับไขมันในเลือดจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดนั้นลงได้ ซึ่งยาดังกล่าวมีหลายชนิดดังนี้

  1. ยากลุ่มสเตติน (Statins)

เป็นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและดีที่สุดในการลดระดับไขมันเลว (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ แต่เพิ่มไขมันดี (HDL) ในเลือดได้
ผ่านกลไกที่ช่วยให้ตับลดการสร้างคลอเลสเตอรอล ตัวอย่างยากลุ่มสเตตินได้แก่ อะทอร์วาสเตติน (Lipitor®) ฟลูวาสเตติน (Lescol®)
โลวาสเตติน (Mevacor®, Altoprev®) พราวาสเตติน (Pravachol®) โรซูวาสเตติน (Crestor®) และ ซิมวาสเตติน (Zocor®) ซึ่งแต่ละชนิดแตกต่างกันในเรื่องของประสิทธิภาพแลละผลข้างเคียง การเลือกใช้ยาชนิดใดจึงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคน

ผลข้างเคียงของยาสเตติน

ผลข้างเคียงทั่วๆไปคือปวดกล้ามเนื้อ ถ้าเป็นเล็กๆน้อยๆการยืดกล้ามเนื้อที่เหมาะสม และทานอาหารเสริมอย่างโคเอนไซม์คิวเทน สามารถช่วยได้ โดยอาการจะหายไปหลังจากร่างกายปรับตัวกับยาได้ แต่ในกรณีที่พบได้ยากคือยาสเตตินทำให้กล้ามเนื้อและตับสลายได้จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อมากจนเกือบทนไม่ไหว หากอาการนี้เกิดขึ้นควรไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ยาสเตตินสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ อาจทำให้ผู้ใช้ยามาอาการเวียนหัว หลงๆลืมๆได้บ้าง อาการจะหายไปหลังจากหยุดยา ปรับลดขนาดยา หรือเปลี่ยนชนิดสเตตินที่ใช้

  1. ยากลุ่มไนอะซิน (Niacins)

ยาไนอะซินเป็นยาที่เป็นหนึ่งในวิตามินบีที่มีหลากหลายชนิด โดยไนอะซินจะทำให้ตับสร้างไขมันเลวลดลง รวมทั้งลดไตรกลีเซอไรด์
และเพิ่มไขมันดีได้อยู่บ้าง ซึ่งแตกต่างกับไนอะซีนที่มีอยู่ในอาหารเสริมจึงต้องระวังการสับสน

ผลข้างเคียงของยากลุ่มไนอะซีน

แม้ว่าไนอะซีนจะเป็นวิตามินบีชชนิดหนึ่ง แต่ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดสมอง เบาหวานชนิดที่ 2 ตับอักเสบ
ภาวะเลือดออก และการติดเชื้อได้ อีกทั้งยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดว่ายาไนอะซีนลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้ แพทย์จึงไม่ใช้ไนอะซีนเป็นยาตัวแรกในการรักษาผู้ป่วยที่ไขมันในเลือดสูง

  1. ยากลุ่มไฟเบรต (Fibrates)

แพทย์มักใช้ยากลุ่มนี้ในคนที่ใช้ยากลุ่มสเตตินไม่ได้ หรือไม่สามารถควบคุมไขมันได้ด้วยยากลุ่มสเตตินเพียงอย่างเดียว โดยยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพดีในการลดไตรกลีเซอไรด์ ช่วยให้ตับขจัดไตรกลีเซอไรด์ได้ดี มีฤทธิ์เพิ่มไขมันดีอยู่บ้างแต่ไม่มาก ละไม่สามารถลดระดับไขมันเลวได้ ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ โคลไฟเบรต (Atromid-s®) ฟีโนไฟเบรต (Antara®, Lofibra®, Tricor®, Triglide®) และ เจมไฟโบรซิล (Lopid®)

ผลข้างเคียงของยากลุ่มไฟเบรต

ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้พบน้อย เช่นปวดท้อง เวียยนหัว เพิ่มโอกาสเกิดนิ่วในที่ต่างๆ (แต่หากเป็นมาก่อนเริ่มยาจะไม่เกี่ยวข้องกัน) เป็นต้น และผลข้างเคียงต่อกล้ามเนื้อและตับสามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันแต่พบน้อยมากๆ ข้อควรระวังในการใช้ยยากลุ่มไฟเบรตคือ เมื่อใช้ร่วมกับยาวาร์ฟาริน (ยาต้านการแข็งตัวของเลือด) จะทำให้ประสิทธิภาพของยาไฟเบรตลดลงได้

 

 

 

 

  1. ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์จับกับน้ำดี หรือยากลุ่มเรซิน

ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ในการกำจัดน้ำดีออกจากลำไส้ ทำให้น้ำดีไม่เพียงพอในการย่อยไขมัน ไขมันจึงไม่ดูดซึม จึงสามารถลดระดับไขมันได้ นิยมใช้เป็นยาเสริมเมื่อควบคุมไขมันด้วยยาชนิดเดียวไม่ได้ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น คลอเลสไทรามัน (Questran®, Prevalite®, Locholest®) คลอเลสซิวิเลม ไฮโดรคลอไรด์ (WelChol®) และ คลอเลสตีพอล (Colestid®)
ผลข้างเคียงของยากลุ่มเรซิน

อาการที่พบบ่อยได้แก่ ท้องอืด ท้องผูก อาเจียน ที่หากอาการค่อนข้างหนักอาจแจ้งแพทย์เพื่อปรับเลี่ยนการรักษา นอกจากนี้ยาในกลุ่มนี้อาจทำให้การดูดซึมยาบางอย่างลดลงเช่น ยาหัวใจ (ดีจ็อกซิน ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ) ยาขับปัสสาวะ หรือยาไทรอยด์
ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาโรคอื่นๆลดลง

  1. ยาลดการดูดซึมคลอเลสเตอรอล

ยากลุ่มนี้คือ อีซีทิไมป์ (Zetia®) ออกฤทธิ์ในการขัดขวางการดูดซึมไขมันจากลำไส้ ทำให้ลดระดับไขมันเลวลงได้ และสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มไขมันดีได้บางส่วน โดยยากลุ่มนี้มักใช้เป็นยาเริมเช่นทานยากลุ่มสเตตินแล้วมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นแพทย์มักลดขนาดของสเตตินลงร่วมกับใช้ยาอีซีทีไมป์ร่วมด้วย จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพดีและลดผลข้างเคียงลงได้

ผลข้างเคียงของยาอีซีทิไมป์

ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงน้อยเช่น ท้องเสีย กล้ามเนื้ออ่อนแรงที่พบน้อยมากๆ หรือตับอักเสบเมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่มสเตติน

  1. ยายับยั้งการทำงานของ พีซีเอสเค-9

ทำหน้าที่ขัดขวางการทำงานของโปรตีน พีซีเอสเค-9 ในตับ ช่วยให้กำจัดไขมันเลวออกได้มากขึ้น ตัวยอย่ายาเช่น อัลลิโรซูแมบ (Praluent®) และ อีโวโลซูแมพ (Repatha®) เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้แพทย์มักใช้รักษาโรคไขมันที่เป็นกรรมพันธุ์ แต่ยานี้เป็นยาฉีดโดยจะฉีดทุกๆ 2-4 สัปดาห์

            ผลข้างเคียงของยากลุ่ม พีซีเอสเค-9

ระว่างใช้ยานี้อาจเกิดอาการมึนงง ไข้หวัด หรือการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจได้ รวมถึงอาจเกิดอาการบวมแดง หรือคันบริเวณที่ฉีดยาได้

  1. กรดไขมันโอเมก้า 3

โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันที่อยู่ในน้ำมันปลา ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ดี เมื่อทานอาจเหม็นคาวปลาเล็กน้อย หรือบางคนปวดท้องเล็กน้อยได้เช่นกัน แต่เกิดน้อยมากและไม่รุนแรง ส่วนผู้ที่แพ้ปลาหรืออาหารทะเลอาจไม่ควรทานเนื่องจากอาจแพ้ได้ แต่สำหรับผู้ที่แพ้ยา หรือสารอื่นๆไม่จำเปป็นต้องกังวลเพราะไม่มีส่วนผสมของยา หรือสารอื่นๆนอกจากน้ำมันปลา อย่างไรก็ตามควรแจ้งแพทย์หากคุณกำลังทานน้ำมันปลาอยู่ด้วย

จะมีการรักษาอื่นๆอีกหรือไม่ ?

เนื่องจากยาที่มีในปัจจุบันไม่เหมาะสำหรับทุกๆคน และมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ขณะกำลังมีการพัฒนาสารชื่อ กรดเบมพิโดอิค (bempedoic acid) เพื่อเป็นยาในการลดไขมันเลวในเลือด ส่วนสารอื่นๆเช่น อิงค์ลิสสีแรน (inclisiran) มีฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของโปรตีน พีซีเอสเค-9 (PCSK-9) ที่ดีกว่ายาชนิดเดิมคือต้องฉีดเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *