การตรวจค่าการทำงานของตับ

การตรวจค่าการทำงานของตับ

ทำไมถึงต้องตรวจ ?

เพื่อประเมินการทำงานของตับทั่วๆไป หรือเพื่อประเมินการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับตับเช่น ตับอักเสบ ตับแข็ง การติดเชื้อที่ตับ เป็นต้น

ควรตรวจการทำงานของตับเมื่อไหร่ ?

เป็นการตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจเมื่อคาดว่าจะมีความผิดปกติของตับ เช่นการได้รับยาที่มีพิษต่อตับ การเป็นโรคที่เกี่ยวของกับตับ หรือมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับเช่น ดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง)

ต้องใช้สิ่งส่งตรวจ และต้องมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ?

ในการตรวจการทำงานของตับ จะต้องงดทานอาหารก่อนไปตรวจอย่างน้อย 8 ชั่วโมง โดยให้ทานได้เฉพาะน้ำเปล่าเท่านั้น จากนั้นทำการเจาะเลือดซึ่งปกติจะเจาะบริเวณข้อพับแขน และควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าคุณทานยาอะไรอยู่บ้าง รวมถึงวิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริมที่ทานเป็นประจำด้วย

การตรวจการทำงานของตับคือการตรวจอะไร ?

ตับเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ใหญ่ของร่างกาย อยู่บริเวณด้านบนขวาของท้อง ทำหน้าที่หลายอย่างได้แก่ 1) กำจัดสารพิษต่างๆที่ร่างกายได้รับ 2) สร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด โปรตีน และเอนไซม์ต่างๆ 3) ช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนต่างๆ รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุในร่างกาย
4) สร้างน้ำดีเพื่อไปเก็บไว้ในถุงน้ำดี และย่อยไขมันในลำไส้เล็ก ดังนั้นจะเห็นว่าตับทำหน้าที่หลายอย่างการตรวจการทำงานองตับนั้นจึงเป็นการตรวจกลุ่มของสารต่างๆในเลือด เพื่อประเมินการทำงานของตับในหลายๆหน้าที่

โรคที่เกี่ยวข้องกับตับ และเชื้อที่สามารถทำลายตับได้นั้นมีความหลากหลาย และมีทั้งชนิดเฉียบพลัน และเรื้อรัง ได้แก่ ตับอักเสบ ตับแข็ง ท่อน้ำดีอุดตัน เนื้องอกที่ตับ การทำงานของตับผิดปกติ การทานสิ่งที่เป็นพิษต่อตับเช่น แอลกอฮอล์ ยา หรือสมุนไพรบางชนิด เป็นต้น ซึ่งการที่ตับถูกทำลายหรือผิดปกตินั้นระยะแรกอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อถูกทำลายจนถึงจุดหนึ่ง ผู้ป่วยอาจมีอาการเช่น ดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง) ปัสสาวะสีเข้ม (คล้ายสีโค้ก) อุจจาระสีซีด มีผื่นคัน คลื่นไส้ ไม่มีแรง น้ำหนักลดหรือเพิ่มอย่างไม่มีสาเหตุ การตรวจการทำงานของตับจึงสามารถบอกได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้เกิดจากตับผิดปกติหรือไม่ เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ในการตรวจจะตรวจเอนไซม์ โปรตีน สารต่างๆที่สร้าง เปลี่ยนแปลง หรือกำจัดโดยตับ รวมถึงสารบางชนิดที่พบมากขึ้นเมื่อตับถูกทำลาย ซึ่งการตรวจสารเหล่านี้พร้อมๆกัน จะทำให้แพทย์สามารถแปลผลได้ว่าตับของคุณมีประสิทธิภาพการทำงานเป็นอย่างไร รวมถึงเซลล์ตับถูกทำลายหรือไม่

ในการตรวจการทำงานของตับ สารแต่ละชนิดหมายถึงอะไรบ้าง ?

ตามที่กล่าวข้างต้นว่าตับนั้นทำหน้าที่หลายอย่าง และเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ในการตรวจการทำงานของตับนั้น มักตรวจในการตรวจสุขภาพประจำปี หรือเพื่อติดตามการดำเนินไปของโรค และประสิทธิภาพในการรักษาของผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่นการตรวจบิลลิรูบินในเด็กที่เป็นดีซ่านเป็นต้น ซึ่งในการตรวจนั้นมีรายการตรจดังนี้

  1. เอนไซม์อะลานีน อะมิโนทรานเฟเรส (alanine aminotransferase; ALT) เป็นเอนไซม์ที่อยู่ในเซลล์ตับ หากเซลล์ตับถูกทำลายจะพบเอนไซม์ ALT มากขึ้นในกระแสเลือดเช่น ภาวะตับอักเสบ เป็นต้น
  2. เอนไซม์อัลคาไลน์ ฟอสฟาเตส (alkaline phosphatase; ALP) เป็นเอนไซม์ที่พบมากในท่อน้ำดี ดังนั้นถ้าเกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตัน จะทำให้พบเอนไซม์ ALP มากขึ้น แต่มีอีกหลายอวัยวะที่ผลิตเอนไซม์นี้ได้เช่นกัน ได้แก่ กระดูก ลำไส้ และรก
  3. แอสพาเตต อะมิโนทรานเฟอเรส (aspartate aminotransferase; AST) เป็นเอนไซม์ที่พบในเซลล์ตับเช่นเดียวกับ ALT แต่ AST นั้นก็สามารถพบในอวัยวะอื่นด้วยคือ หัวใจ และกล้ามเนื้อ
  4. บิลลิรูบิน (Bilirubin) โดยปกติเราจะพบบิลลิรูบิน 2 แบบในกระแสเลือดคือ บิลลิรูบินที่ต่อกับน้ำตาลจากตับ และที่ไม่ได้ต่อกับน้ำตาลจากตับ ซึ่งในการตรวจนั้นจะตรวจ 2 อย่างคือบิลลิรูบินทั้งหมด (รวมทั้งต่อ และไม่ต่อ) และบิลลิรูบินที่ต่อกับน้ำตาลจากตับ
  5. โปรตีนอัลบูมิน (Albumin) เป็นโปรตีนหลักที่ถูกสร้างขึ้นจากตับ และรั่วออกทางไตในคนที่ไตเสื่อม ดังนั้นหากโปรตีนอัลบูมินน้อยกว่าปกติอาจตั้งสมมติฐานได้ว่ามีการสร้างน้อยเกินไป หรือมีการขับออกมากกว่าปกติ
  6. โปรตีนทั้งหมดที่ถูกสร้างจากตับ แม้ว่าอัลบูมินเป็นโปรตีนที่ถูกสร้างมากที่สุด แต่ก็มีโปรตีนชนิดอื่นที่ถูกสร้างจากตับเหมือนกันเช่น ภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นต้น

ที่ผ่านมาคืสารที่ใช้ในการประเมินการทำงานของตับเป็นหลัก แต่มีสารบางชนิดที่ทำการตรวจได้เป็นกรณีพิเศษเมื่อแพทย์ต้องการทราบ หรือต้องการใช้เพื่อประกอบการพิจารณาร่วมกันสารอื่นได้แก่

  1. เอนไซม์แกมมา-กลูตามิลล์ ทรายเฟอเรส (gamma-glutamyl transferase; GGT) เป็นเอนไซม์ที่พบมากในตับนอกเหนือจากเอนไซม์ AST ALT หรือ ALP
  2. แลคเตต ดีไฮโดรจีเนส (lactate dehydrogenase; LD) เป็นเอนไซม์ที่พบเมื่อเซลล์ต่างถูกทำลาย สามารถพบได้ในทุกๆเซลล์ของร่างกาย
  3. ระยะเวลาในการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin time; PT) เนื่องจากตับทำหน้าที่สารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ดังนั้นหากตับทำงานผิดปกติ ระยะเวลาในการแข็งตัวของเลือดอาจเพิ่มขึ้นด้วย
  4. โปรตีนแอลฟา-ฟีโต (alpha-feto protein; AFP) เป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมตัวเองของตับ
  5. ภาวะภูมิไวเกินของร่างกาย เกี่ยวข้องกับภาวะภูมิไวเกินในผู้ที่เป็นตับอักเสบ

ควรตรวจการทำงานของตับเมื่อไหร่ ?

ในการตรวตการทานของตับนั้น จะทำการตรวจเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงที่ตับจะถูกทำลาย หรือตรวจเมื่อมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับโดยปัจจัยเสี่ยงได้แก่

  1. ทานยาที่มีฤทธิ์ทำลายตับ 2. ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ หรือทานแอลกอฮอลล์มากเกินไป
  2. ผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ 4. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคตับ

ผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้

  1. เหนื่อยง่าย อ่อนแรง 2. ไม่อยากอาหาร
  2. คลื่นไส้อาเจียนมาก 4. ปวดท้อง หรือท้องบวมโต
  3. ดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง)6. ปัสสาวะสีเข้มคล้ายโค้ก ร่วมกับอุจจาระสีซีด
  4. มีผื่นคันตามร่างกาย 8. ท้องเสีย

ที่หากคุณมีปัจจัยเสี่ยง หรืออาการอย่างใดอย่างหนึ่ง แพทย์จะสั่งตรวจค่าตับตามที่กล่าวไว้ด้านบน ซึ่อาจไม่ใช่ทุกชนิดขึ้นอยู่กับอาการและดุลพินิจของแพทย์ หรือหากคุณเคยได้รับการวินิจฉัยแล้ว การตรวจค่าตับจะเป็นการตรวจเพื่อดูความเป็นไปของโรคว่าดีขึ้นหรือแย่ลง รวมทั้งติดตามผลการรัดษา

 

มีการแปลผลการตรวจอย่างไร ?

การแปลผลค่าการทำงานของตับนั้น อาจไม่ได้เจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่ง แต่เป็นตัวที่บอกว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของตับ หรือในคนที่ยังไม่มีอาการการตรวจการทำงานของตับนั้น แสดงถึงความเสี่ยง และอาจบอกได้ว่ามีการอักเสบของตับ ที่เป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น ร่างกายสามารถรักษาตัวเองได้ แต่หากร่างกายไม่สามารถรักษาตัวเงได้ ก็จะมีอาการแสดงในเวลาถัดมา หรือเป็นการตรวจร่วมกับ หัวใจ กระดูก หรือตับอ่อน เพื่อประเมินภาวะที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นก็เป็นได้

โดยผลการตรวจการทำงานของตับนั้นเอนไซม์ต่างๆมักเพิ่ขึ้นอย่างมีรูปแบบของมัน แพทย์จึงต้องทำการตรวจหลายอย่างหรือตรวจเพิ่มในบางครั้งเพื่อความชัดเจน จึงแปลผลให้ผู้ป่วยฟังได้ ตัวอย่างการแปลผลแสดงดังตารางด้านล่าง

โรค หรือภาวะที่เกิด บิลลิรูบิน AST และ ALT ALP อัลบูมิน การแข็งตัวของเลือด
โรคตับอักเสบเฉียบพลัน
อาจเกิดจาก
การทานยาบางอย่าง
การติดเชื้อ
หรือการได้รับสารพิษ
ปกติ หรือเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการเพิ่มขึ้นของ AST ALT แล้ว เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าของค่าปกติ โดยทั่วไป ALT จะมากกว่า AST ปกติ หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ปกติ ปกติ
โรคตับอักเสบเรื้อรัง ปกติ หรือเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ ALT มักมีค่าสูงลอยนานๆ ปกติ หรือเพิ่มขึ้นบ้าง ปกติ ปกติ
โรคพิษสุราเรื้อรัง ปกติ หรือเพิ่มขึ้น AST จะเพิ่มเป็นหลัก โดยเพิ่มมากกว่า 2 เท่าของ ALT ปกติ หรือเพิ่มขึ้นบ้าง ปกติ ปกติ
โรคตับแข็ง เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มักเพิ่มขึ้นมากหลังจากเป็นโรคนานๆ AST จะเพิ่มขึ้นมากกว่า ALT แต่น้อยกว่าโรคพิษสุราเรื้อรัง ปกติ หรือเพิ่มขึ้นบ้าง ปกติ หรือลดต่ำลง การแข็งตัวของเลือดมักนานขึ้น
โรคท่อน้ำดีอุดตัน ปกติ หรือเพิ่มขึ้นหลังจากที่โรคดำเนินมานาน ปกติ หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าของค่าปกติ ปกติ แต่ถ้าโรคดำเนินไปนานอัลบูมินมักลดลง ปกติ
มะเร็งที่แพร่กระจายมาที่ตับ ปกติ ปกติ หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ปกติ ปกติ
มะเร็งตับ มักเพิ่มขึ้นโดย
เฉพาะระยะหลังๆ
AST จะเพิ่มมากกว่า ALT แต่น้อยกว่าโรคพิษสุราเรื้อรัง ปกติ หรือเพิ่มขึ้นบ้าง ปกติ หรือลดต่ำลง การแข็งตัวของเลือดมักนานขึ้น
โรคภูมิไวเกิน ปกติ หรือเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นโดย ALT มากกว่า AST ปกติ หรือเพิ่มขึ้นบ้าง ลดต่ำลง ปกติ

สำหรับการแก้ไขและรักษาเมื่อทราบว่าค่าตับผิดปกติ ต้อพิจารณาจากสาเหตุ เช่นถ้าเกิดจากพพิษขอยา อารพิจารณาเปลี่ยนยา หือลดขนาดยาลง หรือการตรวจติดตามการรักษาก็จะเทียบกับผลตรวจก่อนหน้าว่าดีขึ้น หรือแย่ลง เพื่อผู้ป่วยตระหนัดถึงพฤติกรรมและการใช้ยามากขึ้น

การแปลผลเอนไซม์แต่ละชนิด

ALT:      การเพิ่มขึ้นของ ALT นั้นมีระดับ สามารถพยากรณ์โรคด้จากระดับที่เพิ่มขึ้นเช่น ถ้าเพิ่มสูงมาก จะหมายถึงโรคตับอักเสบเฉียบพลัน ถ้าเพิ่มสูงปานกลางจะพบในโรคตับอักเสบเรื้อรัง และการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือไม่เพิ่มเลยจะหมายถึงโรคท่อน้ำดีอุดตัน โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ เป็นต้น

ALP:      มักเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดโรค ท่อน้ำดีอุดตัน ตับแข็ง มะเร็งตับ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูก (ALP สามารถมาได้จากหลายที่เช่น กระดูก ลำไส้ และรก)

AST:      การเพิ่มขึ้นของ AST มีลักษณะเช่นเดียวกับ ALT ที่ระดับของการเพิ่มขึ้นนั้นบ่งบอกถึงโรคที่เกิด เช่น AST มักเพิ่มสูงมากในผู้ป่วยโรคตับอักเสบเฉียบพลัน เพิ่มขึ้นสูงปานกลางในผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจนใกล้ปกติในผู้ป่วยท่อน้ำดีอุดตัน ตับแข็งและมะเร็งตับ และสัดส่วนการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ ALT ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่น ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง AST จะเพิ่มสูงกว่า ALT หรือในกรณีที่เป็นโรคหัวใจ หรือกล้ามเนื้อบาดเจ็บก็เช่นกัน (AST นอกจากพบในตับแล้ว ยังพบในหัวใจและกล้ามเนื้อ)

บิลลิรูบิน: การเพิ่มขึ้นของบิลลิรูบินอาจเพิ่มจากการที่ถูกสร้างมากเกินไป หรือว่าขับออกน้อยเกินไป เช่นโรคท่อน้ำดีอุดตัน ซึ่งการเพิ่มขึ้นของบิลลิรูบินนั้นมักพบน้อย แต่พบมากในเด็กแรกเกิด 1-3 วันแรก

อัลบูมิน:  อัลบูมินมักอยู่ในระดับปกติ หรือลดลงจากการสร้างที่ลดลง

โปรตีน:   โปรตีนอื่นๆนอกจากอัลบูมิน็เช่นกันที่จะอยู่ในระดับปกติ

GGT:      การตรวจ GGT เพื่อหาสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของ ALP หรือทั้ง ALP และ GGT เป็นสิ่งที่บอกว่าท่อน้ำดีหรือตับมีปัญหา แต่หาก ALP สูงขึ้นอย่างเดียวนั้นจะบอกได้ว่ากระดูกมีปัญหา และการเพิ่มขึ้นของ GGT สามารถพบในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว หรือทานแอลกอฮอล์มากเกินไปด้วย

LD:        เนื่องจากเอนไซม์ LD พบได้ในทุกๆเซลล์ของร่างกาย การเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ดังกล่าวจึงไม่อาจจำเพาะมาที่ตับได้ ต้องพิจารณาสิ่งอื่นร่วมกัน

PT:        ค่าการแข็งตัวของเลือดนั้นมักนานขึ้นเมื่อเกิดโรคตับทำให้สร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดไม่ได้ ขาดวิตามิน K ที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว การใช้ยาที่ต้านการแข็งตัวของเลือดเช่น วาร์ฟาริน หรือมีภาวะที่ทำให้สารที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวลดลง

มีสิ่งอื่นที่ควรทราบอีกหรือไม่ ?

ในการตรวจค่าตับ บางครั้งต้องีการตรวจเพิ่มเติมเช่น การตรวจการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ แพทย์จะสั่งให้มีการนำชิ้นเนื้อตับไปตรวจด้วย หรือทำการเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์เพิ่มยืนยันผลการตรวจ และแยกจากโรคตับอื่นๆ

ทำไมถึงต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่าคุณทานยา หรืออาหารเสริมอะไรอยู้บ้าง ?

เนื่องจากยา หรืออาหารเสริมที่ใช้นอกจากจะทำลายตับโดยตรงแล้ว ยังสามารถรบกวนการทำงานของตับได้อีกด้วย หรือบางครั้งยาและสมุนไพร เมื่อใช้แยกชนิดอาจไม่เป็นอันตราย แต่หากใช้ร่วมกันจะทำให้ตับเสียหายได้ เช่น การทานยาพาราคู่กับแอลกอฮอล์จะทำให้ตับถูกทำลายเป็นอ่างมาก เป็นต้น

ในคนทั่วๆไปที่ไม่มีอาการอะไรสามารถเป็นโรคตับได้หรือไม่ ?

คำตอบคือ ใช่ เพราะโรคตับ โดยเฉพาะตับอักเสบเรื้อรังจะไม่มีอาการแสดงในช่วงแรก ต้องเกิดโรคในระยะหนึ่งถึงจะมีอาการ หรือบางครั้งอาการของโรคตับเป็นอาการที่ไม่ร้ายแรงเช่น คลื่นไส้ หรืออ่อนแรงเท่านั้น

ผลการตรวจสามารถผิดปกติโดยที่ไม่เป็นโรคตับได้หรือไม่ ?

เป็นไปได้เพราะการเพิ่มขึ้นของค่าตับอาจเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้นเช่น มีภาวะช็อค โดนไฟลวก มีการติดเชื้อที่รุนแรง กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ภาวะขาดน้ำ ตับอ่อนอักเสบ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก หรือการตั้งครรภ์ ภาวะเหล่านี้อาจจะทำให้ค่าตับตามที่กล่าวมาเพิ่มขึ้นได้โดยที่คุณไม่ได้เป็นโรคเกี่ยวกับตับ

การทำงานของตับเกี่ยวข้องอย่างไรกับกรรมพันธ์ ?

โรคตับบางอย่างเช่น ภาวะเหล็กเกิน (hemochromatosis) และวิลสัน ดีซีส มักมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม การตรวจพบโรคเหล่านี้ได้เร็วจะทำให้การรักษาง่ายขึ้นด้วย

มีการตรวจอะไรบ้างที่ทำเพื่อหาสาเหตุ ของค่าตับผิดปกติ ?

ในการตรวจเพิ่มเติมมักขึ้นอยู่กับรูปแบบของค่าตับที่ผิดปกติ อาการของผู้ป่วย และประวัติครอบครัว ซการตรวจที่แพทย์มักสั่งเพิ่มเติมได้แก่

โรคที่แพทย์สงสัย สิ่งส่งตรวจเพิ่มเติม
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ส่งตรวจเพื่อหาว่าเป็นไวรัสชนิดใด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี หรืออี
โรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดแอลกอฮอล์ GGT และเอททานอลในกระแสเลือด
สารพิษ หรือยาที่ทำลายตับ ตรวจหาสารพิษดังกล่าว หรือยาที่อาจจะทำให้เกิดเช่น ยาเสพติด หรือระดับยาพารา
วิลสัน ดีซีส ระดับทองแดงในเลือด และเซลลูโลพลสมิน (โปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากตับ)
ภาวะภูมิไวเกิน ANA, SMA และ anti-LMK-1 (เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน)
ตับอักเสบเรื้อรัง เจาะเนื้อตับไปตรวจ
มะเร็งตับ ค่า AFP และ DCP

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *